[APH Fanfiction] Cruel Torture บทที่ 4
posted on 19 May 2012 15:02 by chibi in APH-Fanficเฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสีโดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Y Alert! เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริงของเฮตาเลียแต่ประการใด และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y ค่ะ
“คนอย่างเธอมันน่ารังเกียจ ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก”
ทั้งที่ทำใจไว้แล้วว่าเด็กคนนั้นคงเกลียดเรา แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินถ้อยคำโหดร้ายขนาดนี้
นิ้วเรียวบีบมะนาวลงว๊อดการ์ ก่อนจะยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วจนร้อนผ่าวไปทั้งลำคอ กระนั้นความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ก็ไม่อาจขจัดความขมปร่าในใจได้ เขาส่งสัญญาณเรียกบาร์เทนเดอร์ให้ผสมเหล้าพิเศษสำหรับเขาเพิ่มอีกแก้ว วันนี้เขาอยากจะเมา เมาให้หัวทิ่มจะได้ลืมทุกสิ่งทุกอย่างเสียให้หมด บอกกับตัวเองเช่นนั้นขณะกระดกเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้ง
“หืม? ปกติชอบดื่มเบียร์ไม่ใช่เหรอ นึกยังไงดื่มของแรงแต่หัววันเนี่ย”
อังกฤษเหลือบมองร่างซึ่งลงมานั่งข้างๆ เรียวปากได้รูปเม้มแน่นพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “หัววันบ้าอะไร พระจันทร์ขึ้นหัวโด่แบบนั้น ที่สำคัญโผล่มาทำไม! ตอนนี้ฉันเอียนหน้านายเต็มทนแล้ว ไสหัวไปให้พ้นเลย!”
โดนไล่แบบไม่ไว้หน้าขนาดนั้น ฝรั่งเศสกลับไม่สะทกสะท้านซ้ำยังเอื้อมมือไปโอบไหล่บาง “ไปกินรังแตนที่ไหนมา พูดจาไม่น่ารักเลย คุณพี่อุตส่าห์ทักทายดีๆ น้า”
“ก็บอกว่าอย่ามายุ่งไง” คนเมาแล้วผลักอีกฝ่ายออก พร้อมกับคว้าเหล้าขึ้นมาดื่มไม่สนใจ “วันนี้ฉันอยากอยู่คนเดียวเข้าใจมั้ย”
“แน่ใจเหรอว่าอยากอยู่คนเดียว” นัยน์ตาสีน้ำเงินหรี่มอง เขาชินซะแล้วกับอารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของคนตรงหน้า ยิ่งถ้าดื่มหนักขนาดนี้แสดงว่าต้องมีเรื่องอะไรอยู่ในใจแน่นอน
อังกฤษนิ่งเงียบขณะกำแก้วที่สี่ของคืนนี้ ใบหน้าแดงก่ำดูสับสน สักพักเจ้าตัวก็หันมามอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “นายกลับไปเถอะฝรั่งเศส…”
ทั้งที่แววตานายบอกว่าไม่ใช่งั้นเหรอ… เขาเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มอีกฝ่าย นิ้วเคลื่อนแตะที่ขมับ เกลี่ยปอยผมสีทองเล่นอย่างเบามือ ถ้าอังกฤษสวนหมัดชกกลับมาแปลว่าอีกฝ่ายคงหัวเสีย หงุดหงิดแล้วเขาควรจะเลิกราแต่โดยดี
นัยน์ตาสีเขียวหลุบลงต่ำ ไม่พูดอะไรสักคำกลับปล่อยให้อีกฝ่ายสัมผัสตนต่อไปเช่นนั้น
นั่นเป็นสัญญาณว่าอังกฤษกำลังหวั่นไหว… ฝรั่งเศสลอบยิ้ม ก่อนจะสั่งเครื่องดื่มของตนเองบ้าง “ทะเลาะอะไรกับอเมริกาอีกละ”
“นายรู้ได้ยังไง… ไม่สิ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย” อังกฤษบอกปัดพลางหันไปสนใจเครื่องดื่มตรงหน้าแทน ในใจนั้นหงุดหงิด ไม่ชอบช่วงเวลาที่ต้องอยู่ฝรั่งเศสตามลำพังแบบนี้เอาซะเลย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกไล่ต้อน รู้ทันไปเสียทุกอย่าง เขาเกลียดตัวเองที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเจ้าถังไวน์ตรงหน้าเป็นที่สุด
สำคัญที่สุด… เขากลัวว่ามันจะลงเอยอย่างทุกครั้ง
“อา… งั้นเหรอ อืม ถ้าไม่อยากเล่าก็ได้นะ” ฝรั่งเศสยักไหล่ นัยน์ตาสีน้ำเงินพราวระยับต้องแสงไฟ
“มีมารยาทแบบนี้ค่อยคุยกัน…” เอ่ยยังไม่ทันจบดี ห้วงคำพูดก็ถูกริมฝีปากร้อนผ่าวฉกชิง หัวใจอังกฤษแทบหยุดเต้น มือเพรียวเงื้อขึ้นหมายจะซัดอีกฝ่ายให้หน้าหงาย ทว่าปลายลิ้นร้อนรุ่มที่สอดเข้ามาปลุกเร้าความหวานล้ำก็ทำให้เรี่ยวแรงขัดขืนพลันหายไปหมดสิ้น
“อ… อืม…” สมองแทบหลอมละลายเมื่อริมฝีปากนุ่มถูกบดคลึงก่อนจะผละจากอย่างอ้อยอิ่ง
“ถ้านายไม่อยากเล่าฉันก็ไม่ฟัง…” ฝรั่งเศสกระซิบข้างหู มือนั้นเคลื่อนแตะเอวบางอย่างช่ำชอง “ยังไงเสียฉันก็อยากทำอย่างอื่นกับนายมากกว่า…”
“นายนี่มัน… ลามกไม่เลือกเวลาชัดๆ” ผู้ดีหนุ่มเอ่ยเสียงฉุน เขาปัดมือที่เกาะแกะออกห่าง คิ้วหนาขมวดมุ่นไม่พอใจ “ถ้าไม่มีเรื่องพรรค์อย่างว่า เชื่อได้เลยว่านายจะไม่โผล่หน้ามากวนประสาทฉันแหง”
“แล้วฉันควรมาหานายทำอะไรถ้าไม่มีเรื่องเซ็กซ์ นอนกลิ้งเล่นที่คฤหาสน์ของนายช่วงวันหยุดงั้นเหรอ แบบนายนั่งอ่านหนังสือ ส่วนฉันก็เตรียมอาหารมื้อกลางวัน อืม… ฟังดูไม่เลวแฮะ” หนุ่มปาริเซียงหัวเราะ ทั้งที่น้ำเสียงไม่จริงจังทว่าสายตาที่มองมากลับทำให้หัวใจอังกฤษกระตุกวูบ
“อึ๋ย ขนลุกชะมัด อย่าพูดล้อเล่นแบบนี้ให้ได้ยินอีกเชียว ฉันไม่ชอบ” สหราชอาณาจักรหนุ่มปฏิเสธพร้อมกับเสหยิบเหล้าขึ้นมาดื่มอีกแก้ว ไม่ขำมุกของไอ้ถังไวน์ตรงหน้าเอาซะเลย และไม่ชอบตัวเองจริงๆ ที่เผลอใจเต้นไปกับคำพูดไร้สาระพรรค์นั้น
“ก็แค่ขำๆ อย่าซีเรียสน่า…” แก้วเจียระไนเนื้อดีจรดที่ริมฝีปาก เมื่อดื่มหมดแก้วจึงเอ่ยถาม “แล้วตกลงจะไปต่อกันหรือเปล่า”
ถ้าเป็นปกติเขาคงไม่ปฏิเสธอีกฝ่าย ทว่าวันนี้กลับตรงกันข้าม “ขอโทษนะ แต่คืนนี้ฉันไม่มีอารมณ์”
“เพราะเรื่องที่ไม่อยากเล่างั้นเหรอ” ฝรั่งเศสถาม ทว่าอังกฤษไม่ยอมตอบ
เอาเถอะ… ถึงไม่เล่าแต่ก็คาดเดาไม่ยากเลยว่าที่กลุ้มอกกลุ้มใจคือเรื่องอะไร ยิ่งได้ยินคำว่าอเมริกายิ่งง่ายใหญ่ สำหรับอังกฤษ อเมริกาเป็นสาเหตุให้อังกฤษกังวลใจได้ตลอดเวลา และทุกเรื่องจนน่าอิจฉาในบางความหมาย
.
.
.
แต่เรื่องแค่นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลยสักนิด
“ฉันไม่ทำตัวรุ่มร่ามเหมือนเมื่อคราวที่แล้วหรอกน่า” ปลายนิ้วเคลื่อนไปแตะหลังมืออีกฝ่าย เกลี่ยไล้ผิวเนียนละเอียด “อีกอย่างฉันไม่เห็นนึกออกเลยว่าเหตุผลอะไรที่นายจำเป็นต้องรู้สึกผิด…”
แม้จะถูกรุกไล่ แต่เรียวปากบางยังคงไม่ขานรับ ภาพเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายผุดวาบขึ้นมาในความทรงจำ เพียงแค่คิดก็รู้สึกขมปร่าในลำคอ “ไม่เกี่ยวกับเรื่องคราวก่อน ฉันไม่มีอารมณ์จริงๆ”
“งั้นเดี๋ยวฉันจะทำให้มี” เสียงนั้นกระซิบข้างหู ลมหายใจอุ่นเป่ารดให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ คืนนี้เขาไม่คิดว่าตนเองเมาทว่าตอนนี้ใบหน้ากลับร้อนผ่าว
“ว่าไงอังกฤษ…”
ทั้งที่ควรจะขัดขืน ปฏิเสธให้เด็ดขาด แต่ร่างกายกลับโอนอ่อน มองเห็นคนตรงหน้าผายมือมาหา เขาเอื้อมมือคว้าออกไปราวกับถูกสะกดจิตให้คล้อยตามอย่างว่าง่าย
.
.
.
กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีร่างทั้งร่างก็เอนกายลงกับเตียงนุ่ม ก่อนจะตามด้วยร่างที่คุ้นตาทาบทับตามลงมา…
เป็นแบบนี้ไม่รู้ต่อกี่ครั้งที่ความต้องการทางกายมาก่อนสามัญสำนึก ไม่สิ… เขาไม่ได้หมกมุ่นเรื่องเซ็กซ์… ไม่มีวันยอมรับ ที่ผ่านมาก็เคยมีอะไรกับคนอื่นทั้งหญิง และชายตั้งมากมาย หากทั้งหมดนั้นก็เป็นความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน ไม่หลงเหลืออะไรให้จดจำ
มีแค่ฝรั่งเศสเท่านั้นที่แตกต่างออกไป
ทั้งที่เป็นคนที่ชังน้ำหน้าสุดแสน ทำอะไรก็ขวางหูขวางตาชวนให้หงุดหงิดตลอดเวลา แต่เรื่องบนเตียงกลับเข้ากันได้ดีอย่างน่าเจ็บใจ ไม่รู้เป็นการเล่นตลกของพระเจ้าหรือคำสาปของปีศาจร้ายทำให้เขาติดอยู่กับความสัมพันธ์นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น แม้จะปลีกตัวออกห่าง พยายามจบความรู้สึกไม่ให้ถลำลึกไปมากกว่านี้ ทว่าสุดท้ายเขาก็ต้องถูกอีกฝ่ายปั่นหัวให้จมปลักกับห้วงตัณหานี้ต่อไม่เลิกรา
รังเกียจตัวเอง… ความคิดนี้ล่องลอยขณะลมหายใจสอดประสาน แนบกายกับร่างตรงหน้าอย่างไม่รู้เบื่อ สหราชอาณาจักหนุ่มทอดมองนัยน์ตาสีน้ำเงินตรงหน้า ชั่วขณะนั้นเองสีของท้องฟ้าจากดวงตาคู่นั้นก็ปรากฏซ้อนทับ
รู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็กทิ่มแทงในอก… ไม่เจ็บอะไรมากมาย แค่ขอบตาร้อนผ่าว และหายใจไม่ออกเท่านั้นเอง…
-----------------------
พวงแก้มนุ่มเปรอะเปื้อนด้วยน้ำตา เด็กชายนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนเตียงปล่อยให้น้ำตาไหลไปเรื่อยๆ เขาซุกหน้าลงกับแขนทั้งสองกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังออกมา
“อเมริกา… ฉันขอโทษ” เขามองแผ่นหลังเล็กๆ ตรงหน้าอย่างไม่รู้จะทำยังไง จวนจะรุ่งสางแล้ว แต่อเมริกายังเอาแต่ร้องไห้ พอจะดึงเข้าไปกอด เจ้าตัวก็เบี่ยงตัวหนีไม่ยอมให้เขาแตะต้อง
อังกฤษหน้าชา ถูกปฏิเสธแบบนี้เจ็บยิ่งกว่าเห็นน้ำตาร่างตรงหน้าเสียอีก… เป็นเพราะเจ้าฝรั่งเศสงี่เง่าคนเดียว อุตส่าห์ปฏิเสธไปแล้วก็ยังตื๊อไม่เลิก ทีนี้เป็นไง อเมริกาตื่นมาเห็นเข้าพอดี ถึงจะรีบผลักเจ้าหื่นผิดเวลากระเด็นออกไปแต่ก็ไม่ทันการณ์เพราะร่างเล็กร้องไห้จ้าไปเรียบร้อยแล้ว คิ้วหนาขมวดมุ่น สมองครุ่นคิด ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เด็กน้อยในความดูแลเข้าใจอย่างไรดี
“อเมริกา…” เขาเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ไม่มีคำตอบนอกจากเสียงสะอื้น
“เรื่องเมื่อกี้ไม่มีอะไรหรอก ฝรั่งเศส… หมอนั่นแค่เข้ามาวุ่นวายเหมือนเคยเท่านั้นเอง ฉันไล่ออกไปจากบ้านเรียบร้อยแล้วด้วย” อังกฤษอธิบาย ไม่ใช่แค่ไล่อย่างเดียวยังประเคนหมัดซ้ายหมัดขวาแถมเตะส่งออกไปอีกต่างหาก
เสียงสะอื้นเงียบลง และเป็นครั้งแรกนัยน์ตาสีฟ้าเงยขึ้นมาสบตาด้วยเป็นครั้งแรกของคืนนี้
“เพราะงั้นหยุดร้องไห้เถอะ ฉันสัญญาจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก” คนเป็นพี่ชายเริ่มใจชื้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมหันมา คิดไว้ไม่ผิดอเมริกายังเป็นเด็ก ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคืออะไร บางทีเมื่อกี้คงแค่ตกใจกลัวที่เห็นคนแปลกหน้ายามวิกาลเท่านั้น
“อังกฤษโกหก…”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำเอาหัวใจหยุดเต้น ใบหน้าพลันถอดสีเมื่อได้ยินคำพูดประโยคต่อมา
“ผมเห็นนะ อังกฤษจูบกับ…” ดวงตาสีฟ้าเอ่อคลอด้วยน้ำตาอีกครั้ง เสียงเล็กๆ นั้นเค้นคำพูดอย่างยากลำบาก “อังกฤษชอบฝรั่งเศสใช่มั้ย ไม่งั้นคงไม่จูบ… ฮึก… กับฝรั่งเศสหรอก ฮือๆๆๆ”
อเมริกาปล่อยโฮเสียงดังอย่างไม่อาย ไม่อาจพูดถ้อยคำที่อัดอั้นในใจทั้งหมดออกมาได้ ในขณะที่คนสูงวัยกว่านิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
“ม… ไม่ใช่นะอเมริกา นายเข้าใจผิดแล้ว” อังกฤษพยายามแก้ตัว “ฉันไม่ได้ชอบฝรั่งเศส เกลียดด้วยซ้ำ”
“ไม่จริง ฮือๆๆ มีแต่คนรักกันเท่านั้นแหละที่จูบกัน เจนนี่บอกผม ฮือๆๆ” เด็กน้อยส่ายหน้า “อังกฤษชอบหมอนั่น ไม่ได้รักผมฮือๆๆ”
เข้าใจผิดไปถนัดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็ก… กว่าจะรู้ก็สร้างแผลใจให้กับเจ้าตัวโดยไม่ตั้งใจไปซะแล้ว อังกฤษถอนหายใจ เขาดึงเด็กตรงหน้าเข้าไปกอด แค่แตะต้องงร่างเล็กก็ดิ้นพยายามหนีแต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ
“ฟังนะอเมริกา ฉันไม่ได้ชอบฝรั่งเศส เกลียดมากๆ ด้วย” เขาย้ำกับร่างที่ดิ้นอยู่บนตัก
“ไม่จริง ผมไม่เชื่อ…” เด็กน้อยอาละวาด “ถ้าเกลียดทำไมถึงจูบละ กับผมยังไม่เคยจูบแบบนั้นด้วยซ้ำ มีแต่หอมแก้ม ฮือๆๆ”
ไหงกลายเป็นเถียงเรื่องแบบนี้ไปได้ อังกฤษนึกฉงน แต่เรื่องนั้นไว้ทีหลัง อีกเรื่องสำคัญกว่า “ไม่ได้รักจริงๆ เชื่อฉันสิอเมริกา”
เพราะขอให้เชื่อ เพียงคำเดียวสะกดให้เด็กน้อยหยุดดิ้น กระนั้นดวงตาสีฟ้าซึ่งบัดนี้แดงก่ำยังคงเต็มไปด้วยน้ำตา เสียงสะอื้นเอ่ยถาม “ไม่ได้รักก็จูบกันได้งั้นเหรอ”
คำถามไร้เดียงสาแต่กลับแทงใจดำเข้าอย่างจัง อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตอบได้ “อืม คนรักกันถึงจูบกันนั่นแหละ แต่กรณีฉันกับฝรั่งเศสมันไม่ใช่แบบนั้น… เอาเป็นว่ากรณีพิเศษน่ะ”
เป็นคำตอบที่กำกวมเหลือเกิน เด็กน้อยบนตักก็คงคิดเช่นนั้น นัยน์ตาที่บวมช้ำผ่านการร้องไห้จึงฉายแววฉงน “แล้วทำไมอังกฤษถึงจูบกับฝรั่งเศสละ”
“เรื่องนั้น… เอาเถอะ เมื่อโตขึ้นสักวันนายจะเข้าใจ” อ้อมแขนแข็งแรงโอบกระชับอีกฝ่ายไว้แน่น จับใบหน้าน้อยแหงนขึ้นพร้อมกับจุมพิตหน้าผากมน “เรื่องฝรั่งเศสจะยังไงช่างมันเถอะ ความจริงที่ฉันมีให้นายก็คือฉันรักนายอเมริกา”
แววไม่เข้าใจยังคงปรากฏอยู่ในดวงตาของเด็กน้อย กระนั้นใบหน้าเศร้าๆ ก็เริ่มยิ้มเมื่อได้ยินคำว่ารักจากคนตรงหน้า เด็กชายถามอย่างไร้เดียงสา “จริงเหรอ อังกฤษรักผมเหรอ”
“รักสิ”
“รักมากกว่าฝรั่งเศสใช่มั้ย”
“รักมากกว่าใครเลยละ”
“ดีจัง…” สีหน้าของเด็กชายดูโล่งใจ ร่างเล็กลุกขึ้นจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกันกับอังกฤษ สองมือโอบลำคอเรียว และจูบแก้มทั้งสองข้าง
“ผมก็รักอังกฤษ… รักที่สุดเลย…”
-----------------------
ภาพที่เห็นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาคือความมืดอันพร่าเลือน
อังกฤษยกมือแตะที่หางตา สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นก่อนจะตระหนักว่านั่นคือน้ำตา นัยน์ตาสีเขียวกะพริบถี่ไล่หยาดน้ำ และความรู้สึกออกไปจากใจ จู่ๆ ก็ฝันถึงเรื่องในอดีตช่างน่าประหลาดที่ความฝันนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้เหลือเกิน
ในตอนนั้นเขาได้เลี่ยงไม่อธิบายอเมริกาเพราะมองว่าอีกฝ่ายยังเด็กนัก คงไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของเขา และฝรั่งเศส ทว่ามาตอนนี้เวลาได้ล่วงเลย… กลับกลายเป็นเด็กน้อยคนนั้นโตขึ้นในขณะที่เขายังทำตัวให้อีกฝ่ายผิดหวังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ตื่นแล้วเหรอ” ได้ยินเสียงฝรั่งเศสดังข้างหู ตอนนั้นถึงได้รู้ตนยังอยู่ในอ้อมแขนอีกฝ่ายทั้งเปลือยเปล่า ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจก่อตัวขึ้นมาในช่องท้อง
ไม่ได้มีความรักให้คนที่นอนอยู่ข้างๆ เลย ก็แค่ตอบสนองความต้องการบำบัดความใคร่ให้กันและกัน เหตุผลที่ไม่สามารถตอบอเมริกาได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปบัดนี้เจ้าตัวก็เข้าใจโดยไม่จำเป็นต้องถามอะไรอีก
บางทีอาจจะตั้งแต่ตอนนั้น… ที่อเมริกาเริ่มถอยห่างจากเขา แสดงท่าทีรังเกียจเขา… และชัดเจนถึงขีดสุดก็คราวนี้
“เฮ้ เหม่ออะไรของนาย ไม่พูดไม่จาเลย”
“บางทีคงเป็นความผิดของฉันที่ทำให้อเมริกาเป็นแบบนี้” อังกฤษโพล่งกับตัวเอง
ที่ผ่านมาเราโยนความผิดทั้งหมดให้ฝรั่งเศส แต่มาคิดดูแล้วเป็นเราเองต่างหากที่สร้างแผลในใจให้เด็กน้อยคนนั้นไม่ใช่เหรอ ไม่เคยพูดความจริง เอาแต่ปิดบัง… บางทีวันเกิดของอเมริกาที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เหมือนกันโดยบังเอิญคงยิ่งตอกย้ำรอยแผลเดิมให้ลึกขึ้นกว่าเดิม
จะรังเกียจเราขนาดนั้นก็สมควรอยู่ เผลอๆ อาจจะขยาดการมีเซ็กซ์ หรือร้ายแรงกว่านั้นคงไม่เชื่อถือสิ่งที่เรียกว่าความรักได้ลงแน่
ทำผิดต่ออเมริกาไปซะแล้ว
.
.
.
มีอะไรที่เราจะรับผิดชอบได้บ้างหรือเปล่า อยากจะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ชดใช้ให้อีกฝ่ายเหลือเกิน
“เฮ้ อังกฤษได้ยินฉันพูดมั้ย เงียบไปอีกแล้ว ดื่มเหล้าจนสมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง” ฝรั่งเศสเขย่าตัวเขา
นัยน์ตาสีเขียวหันมามอง เขาหันไปพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกึ่งรำคาญ “ได้ยิน ฉันแค่กำลังใช้ความคิด และตัดสินใจได้แล้ว”
“ตัดสินใจอะไร”
“ตัดสินใจว่าฉันจะไม่นอนกับนายอีกแล้ว”
นอกหน้าต่างท้องฟ้ายังคงมืดอยู่จึงไม่อาจมองเห็นว่าฝรั่งเศสกำลังทำสีหน้าแบบไหนในความมืดกันแน่ แต่เมื่อเพ่งมองอังกฤษก็รู้ว่านัยน์ตาสีน้ำเงินกำลังจ้องมองเขา
“เหอะ… ก็แล้วแต่” ทั้งสองต่างเงียบอยู่นาน ฝรั่งเศสก็พูดขึ้น เป็นน้ำเสียงยียวนจนน่าเตะลงไปจากเตียง กระนั้นอังกฤษก็รู้สึกได้ถึงความมั่นใจบางอย่างในน้ำเสียงนั้น “ถ้างั้นขอยืมใช้ห้องน้ำหน่อยนะ อาบน้ำเสร็จเดี๋ยวฉันขอตัวกลับบ้านเลยแล้วกัน”
ไม่รอให้เขาตกลง หนุ่มผมบลอนด์สลวยก็ลุกเดินตรงไปห้องน้ำทิ้งให้เขานั่งอยู่บนเตียงเพียงลำพัง
ฝรั่งเศสยอมรับข้อตกลง และปฏิบัติกับเขาเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างง่ายจนเหลือเชื่อ แต่อังกฤษไม่ยักรู้สึกดีอกดีใจอะไรนัก หมอนั่นคงคิดว่าเป็นความพยายามไร้สาระแบบเดิมๆ คงเชื่อว่าท้ายที่สุดเขาจะกลับมาเรียกร้อง และวนเวียนกลับมาเหมือนเดิมในที่สุด
สถิติยาวนานที่สุดคือสองปี ยังจำได้ว่าตอนสถิติถูกหยุดลง เขาถูกฝรั่งเศสกอดแทบไม่ได้ลุกออกจากเตียงเป็นอาทิตย์
แต่จะไม่มีสถิติบ้าๆ แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะคราวนี้เขาทำเพื่อคนที่เขารัก ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
เขาจะเลิก… เลิกทำตัวเหลวแหลกแบบนี้เสียที