เรื่องนี้บ่งบอกได้อยู่อย่าง ความเครียดจากการต้องเตรียมตัวขับรถเดี่ยวไปสมุทรปราการการทำงานทำให้ระบายฟิคได้เร็วนักแล... (ก็คงได้แค่วันต้นๆ ที่งานยังไม่ถล่มมาล่ะนะ T__T)
แต่เอาเป็นว่าจบซะทีเฮ่อออ TwT)/ แค่เนต้านี่เขียนไรกันเปนอาทิตย์เนี่ย
เนื้อหาในเอนทรีนี้ ไม่ได้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก หากท่านมีความอ่อนไหวเกี่ยวกับประเทศ หรือความสัมพันธ์เกี่ยวกับประเทศ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ทิ้งด้วยค่ะ ^^
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Y Alert! เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของเฮตาเลียแต่ประการใด และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y ค่ะ
-3-
หลายเดือนผ่านไป ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บในที่สุดสงครามฝั่งยุโรปก็จบสิ้นด้วยการพ่ายแพ้ของเยอรมัน
ลุดวิคเดินทางกลับมาด้วยสภาพอ่อนล้า เขาและกิลเบิร์ตถูกพวกอาเธอร์จับกุมตัวเอาไว้ และเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรถามว่าก่อนจะรับการตัดสินโทษอยากจะขออะไรหรือเปล่า
"ขอฉันพบกับเฟลิเซียโน่ได้มั้ย" ลุดวิคเอ่ยขอ นึกสงสัยตัวเองทั้งที่เขาน่าจะนึกขออะไรเพื่อประชาชนของเขาเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่ไม่รู้ทำไมในตอนนี้เขากลับอยากนึกขออะไรบางอย่างให้กับตัวเอง
เหล่าสัมพันธมิตรให้คำขอในสิ่งที่เขาต้องการ ลุดวิคได้พบกับเฟลิเซียโน่ ทว่าสภาพที่เขาเห็นกลับทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบราวกับถูกผลักลงสู่หุบเหวอันมืดมิด
"เฟลิเซียโน่..." เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายขณะทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น สองมือซึ่งถูกล่ามด้วยกุญแจมือเกาะขอบเตียงพร่ำกระซิบชื่อของคนตรงหน้า "ตื่นเถอะ เฟลิเซียโน่"
ไม่มีคำขานรับจากอีกฝ่ายใดๆ เลย เฟลิเซียโน่ยังคงนอนหลับ ใบหน้านั้นเรียบสงบ ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับตุ๊กตาไร้ซึ่งหัวใจ
"หมอนั่นเป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่ที่นายไปตีกับอีวานแล้วล่ะ" อาเธอร์อธิบายแต่ดูเหมือนคำพูดของเขาจะไม่กระทบโสตประสาทคนฟังเลย ลุดวิคยังคงเรียกชื่อของเฟลิเซียโน่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา เมื่อก่อนแม้เขาจะตวาด
ใช้คำพูดไม่ดียังไง เฟลิเซียโน่ก็จะลืมตาพร้อมกับเอ่ยเสียงใส "เผลอหลับอีกแล้ว ขอโทษนะลุดวิค" เสมอๆ
แต่มาตอนนี้...ทุกอย่างนั้นช่างดูไร้ความหมายและสิ้นหวังเหลือเกิน
"เฟลิเซียโน่ ฉันขอโทษ ฉันเสียใจจริงๆ"
"ฉันมาแล้วนะ มาคุกเข่าอยู่ต่อหน้านายแล้วไง ตื่นเถอะนะ ตื่นมาหัวเราะยิ้มแหยๆ ขอโทษฉันเหมือนที่ผ่านมาสิ"
"ตื่นสิเฟลิเซียโน่ ลืมตาขึ้นเถอะ ขอร้องล่ะ ฉันอยากคุยกับนาย อยากอยู่กับนายจริงๆ นะ"
"ฉันสัญญาจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ต่อให้นายร้องไห้งอแง เอาแต่ใจ ฉันก็จะไม่ว่านาย จะไม่ทำหน้าเอือมระอาหรือรำคาญอีกแล้ว เพราะงั้นขอร้องนะ ตื่นเถอะเฟลิเซียโน่ ตื่นขึ้นมาคุยกับฉันเถอะ"
"เฟลิเซียโน่ได้ยินที่ฉันพูดบ้างมั้ย ได้ยินหรือเปล่า"
ไม่ว่าลุดวิคจะพูด จะตะโกนออกไปมากเท่าใด แต่เหมือนกับคลื่นทะเลที่ซัดสาดลบข้อความบนผืนทรายครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงของเขาไม่อาจส่งไปถึงเฟลิเซียโน่ได้เลย
"หมดเวลาแล้วล่ะ" ลงท้ายอาเธอร์ก็จำต้องเอ่ยคำนั้นก่อนจะพาตัวลุดวิคไป พวกเขาเหล่าสัมพันธมิตรได้แต่นึกแปลกใจ ทั้งที่ตลอดการสู้รบครั้งนี้ไม่เคยมีครั้งใดที่ลุดวิคจะแสดงความอ่อนแอให้พวกเขาเห็น
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นน้ำตาของเยอรมัน
มีเหตุผลสำคัญอะไรที่ทำให้ฉันต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเฟลิเซียโน่อย่างนั้นเหรอ
ในตอนนี้เขาพึ่งเข้าใจ มันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ไม่จำเป็นต้องหาข้ออ้างอื่นใดเลย
ถ้าหากเขาเห็นเฟลิเซียโน่สำคัญบ้าง ถ้ารู้สึกตัวเร็วกว่านี้ว่าเรารักเขา ต้องการเขามากขนาดไหน เรื่องทั้งหมดก็คงจะไม่ลงเอยแบบนี้
ก้มมองสองมือที่ว่างเปล่าของตน ท้ายที่สุดเขาก็คว้าอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทั้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความรุ่งโรจน์
กระทั่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังรู้สึกตัวช้าจนต้องเสียมันไปอย่างนั้นหรือ
"เฟลิเซียโน่ ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ..."
.
.
.
"อ๊ะ..." เฟลิเซียโน่เหลียวมองไปรอบๆ
"มีอะไรเหรอ" ชินโรคุงเอ่ยถามขณะหอบดอกไม้เต็มสองมือให้คนตรงหน้า
"เหมือนได้ยินเสียงอะไรเลย" เฟลิเซียโน่แหงนหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับยิ้ม "แต่สงสัยฉันคงหูฝาดไปล่ะมั้ง..."
ก็ที่นี่ไม่มีใครคนอื่นอยู่นี่นา
มีแค่ฉันกับจักรวรดิโรมันเท่านั้นเอง
.
.
.
ถึงแม้ลุดวิคจะเสร้าเสียใจแค่ไหน การตัดสินโทษของผู้แพ้สงครามก็ยังคงดำเนินต่อไป ฮอนดะตกอยู่ในความดูแลของอัลเฟรด ส่วนกิลเบิร์ตต้องตกอยู่ในความดูแลของอีวาน และตัวเขาจะมีอาเธอร์ ฟรานซิสและอัลเฟรดคอยควบคุมอีกที
"ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากไปแทนพี่มากกว่า" ลุดวิคเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล เขารู้ดีว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มของอีวานนั้นโหดร้ายแค่ไหน และพี่ชายเขาเองก็ใช่จะเป็นพวกยอมคนง่ายๆ อย่างพวกไรวิส หรือโทริสด้วย
"โอ๊ยย เป็นน้องจะมาห่วงพี่ทำไม" กิลเบิร์ตหัวเราะเสียงกร่าง "คิดว่าอีวานมันจะทำอะไรฉันได้เรอะ ฉันผู้แสนเท่ห์คนนี้เนี่ยนะ"
"ก็พี่เป็นอย่างนี้แหละผมถึงเป็นห่วง"
"เอ๊ะ บอกแล้วไงไม่ให้ห่วง ไอ้น้องรักนี่พูดจาไม่รู้เรื่อง" กิลเบิร์ตตบหลังอีกฝ่ายดังป้าบใหญ่ นัยน์ตาสีแดงจ้องอีกฝ่าย "สงครามมันจบไปแล้ว ครั้งนี้พวกเราก็แค่แพ้เท่านั้น"
"..."
"จากนี้ขนาดฉันผู้แสนจะเท่ห์ก็ยังไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเป็นยังไงต่อไป แต่ในฐานะพี่ชาย ฉันอยากให้นายคิดอะไรเพื่อความสุขของตัวเองบ้าง"
"...พี่"
"เชื่อเถอะ นายทำเพื่อคนอื่นมาเยอะ เพราะงั้นอะไรที่อยากทำก็หัดตามใจตัวเองซะบ้าง พูดแค่นี้เข้าใจใช่มั้ย อย่าให้พี่ชายสุดเท่ห์คนนี้พูดซ้ำล่ะ แอ้กกก" บุรุษสุดเท่ห์ร้องลั่น หน้าคะมำลงไปจูบพื้นเมื่อโซ่ตรวนซึ่งล่ามข้อเท้าเขาไว้โดนกระชากสุดแรง
"คุยจบได้แล้วนะครับ ให้ผมรอน่ะมันเสียมารยาทนะ" อีวานเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มขณะที่ในมือถือโซ่ซึ่งล่ามกิลเบิร์ตเอาไว้
"ไอ้โรคจิตเอ๊ยย มาล่ามฉันคนนี้ได้ไงวะ" กิลเบิร์ตโวยวายลั่น
"เอ๋ ล่ามไม่ได้เหรอครับ" อีวานถามด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ "แต่เวลาผมจะปกครองคนในบ้านให้เชื่อง ผมว่าวิธีนี้ก็ได้ผลดีออก"
"แล้วนายจะต้องเสียใจที่ทำแบบนี้กับฉันอีวาน" กิลเบิร์ตเอ่ยเสียงขุ่นก่อนจะหันมามองน้องชายของตน "ย้ำอีกรอบไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก"
"พี่..."
"คนอย่างฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก แล้วก็ต่อต้องให้เวลาอีกเป็นร้อยๆ ปี ฉันเชื่อว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง" กิลเบิร์ตส่งยิ้มให้กำลังใจอีกฝ่าย "ฉันรู้ว่านายเป็นคนฉลาด คงเข้าใจที่ฉันพูดนะ"
ต่อต้องให้เวลาอีกเป็นร้อยๆ ปี ฉันเชื่อว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง...
คำพูดของกิลเบิร์ตยังฝังแน่นในห้วงความคิดแม้ว่าเจ้าตัวจะจากไปแล้ว แล้วจะได้พบกันอีกครั้งงั้นเหรอ
คำพูดนี้น่ะจะรวมถึงใครอีกคนที่ยังคงหลับใหลด้วยหรือเปล่า
หัดทำอะไรตามใจตัวเองบ้างงั้นเหรอ
ความปรารถนาของเขามีเพียงอย่างเดียว มีมาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลงนี่นา
.
.
.
ในห้วงความฝัน ดวงตาเล็กหยีจ้องมองผืนท้องฟ้ากว้างท่ามกลางทุ่งดอกไม้
"ท้องฟ้ามีอะไรเหรอเฟลิเซียโน่" จักวรรดิโรมันซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างเอ่ยถาม
"หมู่นี้ฉันฝันแปลกๆ ล่ะ จักวรวรรดิโรมัน" เฟลิเซียโน่เล่าความฝันให้อีกฝ่ายฟัง เขาฝันถึงใครอีกคนที่หน้าเหมือนเขาแต่ตัวโตกว่ากำลังนอนหลับเป็นเจ้าหญิงนิทรา มันเป็นฝันที่รู้สึกเงียบเหงา และอ้างว้างชวนหดหู่อย่างไรพิกล ตอนแรกเฟลิเซียโน่รู้สึกอย่างนั้นแต่ต่อมาความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่หอบดอกไม้เดินเข้ามา
"คนๆ นั้นน่ะเป็นใครก็ไม่รู้ แต่หน้าตาให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เขาหอบช่อดอกไม้มาวางข้างๆ ผู้ชายที่นอนหลับอยู่นะ แล้วก็นั่งข้างๆ ไม่ยอมพูดจาอะไร" เฟลิเซียโน่หยุดพูดไปอึดใจก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "จะว่าไปก็แปลกนะ ทั้งที่คนที่ นอนหลับไม่ยอมตื่นน่าจะดูน่าสงสารกว่าคนมาเยี่ยมไข้ แต่ไม่รู้ทำไมฉันว่าผู้ชายผมทองคนนั้นสีหน้าดูเศร้ามากๆ เลยอ่ะ"
"จักวรรดิโรมันเงียบทำไมอ่ะ หรือไม่ชอบเรื่องที่ฉันเล่าเหรอ" เด็กชายตัวน้อยเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "จักรวรรดิโรมัน ทำไมทำหน้าแบบนั้นอ่ะ...รู้มั้ยจักรวรรดิโรมันทำหน้าแบบนี้ทำให้ฉันนึกถึงสีหน้าของผู้ชายคนนั้นในความฝันนะ"
"จักรวรรดิโรมัน จักวรรดิโรมันร้องไห้ทำไม...ทำแบบนี้ฉันอยากจะร้องไห้ตามนะ"
.
.
.
"มาทำดีด้วยป่านนี้ทำไม มันสายไปแล้วเฟ้ย เจ้ามันฝรั่งสมองเสื่อม" โรวิโน่พูดจาถากถางขณะที่ลุดวิควางดอกไม้ลงข้างตัวเฟลิเซียโน่ เขาไม่พูดอะไรสักคำนอกจากนั่งกุมมืออยู่ข้างๆ มีบางครั้งที่ลุดวิคก็เล่าเรื่องเก่าๆ ระหว่างเขากับเฟลิเซียโน่ให้
ร่างที่นอนหลับใหลฟัง เป็นเช่นนี้ทุกวัน...จนไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ห้องสีเทาอันมืดทึมแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้อันงดงาม
"จำวันที่เราพบกันครั้งแรกได้หรือเปล่า ตอนนั้นที่นายซ่อนอยู่ในลังมะเขือเทศนั้นน่ะ ฉันตกใจและโมโหนายน่าดูเลยล่ะ"
"ตอนที่นายบอกจะมาร่วมรบกับฉันด้วย ยอมรับว่าตอนแรกฉันโมโหมากๆ เลยล่ะ แต่แน่ล่ะฉันโมโหมากพอๆ กับที่ดีใจที่นายบอกฉันว่าเราเป็นเพื่อนกันนะ"
"ตอนที่นายเขียนจดหมายกลัวว่าฉันไม่อยากเป็นเพื่อนกับนาย จำได้มั้ยว่านายเคยชมว่ามันฝรั่งที่ฉันต้มอร่อยมาก ฉันอยากให้ทำให้นายกินอีกนะ"
ความทรงจำมากมายพรั่งพรูผ่านถ้อยคำของลุดวิค แน่ล่ะชายหนุ่มไม่รู้ว่าคำพูดของเขาจะส่งไปถึงคนที่นอนหลับอยู่หรือเปล่า อาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวแต่เขาก็ยอมรับว่าการได้คิดถึงวันวานเก่าๆ ความรักความผูกพันที่เขามีต่อเฟลิเซียโน่ก็ช่วยเยียวยาหัวใจเขาบ้างไม่มากก็น้อย
"เชอะ ทำอะไรไร้สาระ ยังไงน้องฉันก็ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาเรอะ ยังไงก็เป็นความผิดของนายน่ะแหละลุดวิค" คนเป็นพี่เฝ้าแต่ประชดประชัน แต่ถึงกระนั้นโรวิโน่ก็ไม่เคยขนดอกไม้ของลุดวิคไปทิ้ง ตรงกันข้ามลุดวิคและอันโตนิโอเองก็สังเกตเห็นว่า ดอกไม้เหล่านี้มีใครสักคนคอยช่วยรดน้ำต้นไม้ให้เสมอ
แน่ล่ะ...ทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ไม่มีใครพูดอะไร
ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เฟลิเซียโน่ยังคงนอนหลับเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง กระนั้นลุดวิคก็ยังคงหมั่นมาเยี่ยมอีกฝ่ายไม่เคยเปลี่ยน
"พูดตรงๆ ฉันว่านายไม่ต้องมาถี่ขนาดนั้นก็ได้นะลุดวิค ห่วงสุขภาพตัวเองบ้างเถอะ รู้ตัวบ้างมั้ยว่าหน้านายซีดเซียวลงทุกทีนะ" อันโตนิโอทักอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง เขารู้ดีว่าฝั่งสัมพันธมิตรก็ไม่ได้ใจดีปล่อยให้ลุดวิคมาเยี่ยมเฟลิเซียโน่ได้บ่อยๆ นัก สิ่งที่แลกกับการได้มาเยี่ยมก็คงไม่พ้นกับการต้องทำงานหนัก หรือแลกความรู้ วิทยาการให้กับฝั่งตรงข้าม จริงอยู่ว่าเรื่องนี้อาจไม่ส่งผลกระทบกับสุขภาพของลุดวิคมาก แต่กระนั้นสภาพอากาศที่โหดร้ายก็ทำให้อีกฝ่ายเดินทางไปไหนมาไหนไม่ใคร่สะดวกอยู่ดี
"ฉันไม่เป็นไรหรอก เทียบกับอากาศที่รัสเซียแล้วเรื่องเล็ก" ลุดวิคตอบหากคนสูงวัยกว่าส่ายหน้าด้วยสังเกตเห็นใบหน้าของีกฝ่ายยามนี้แดงก่ำ
"นายกำลังมีไข้นะ ฉันว่านายควรพักผ่อนบ้างจะดีกว่า..."
"เข้าใจแล้ว ฉันจะพยายาม" ลุดวิคโกหกอีกฝ่ายก่อนจะเดินไปนั่งอยู่ข้างๆ เฟลิเซียโน่ เขาวางดอกเดซี่สีขาวช่อเล็กๆ แล้วกุมมืออีกฝ่ายไว้
"ขอโทษนะ ช่วงนี้อากาศหนาวเลยหาดอกไม้ยากสักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็หวังว่านายจะชอบมันนะ" มือใหญ่หนากระชับมืออีกฝ่ายแน่นหวังว่าจะส่งความอบอุ่นไปถึงหัวใจคนตรงหน้า "รู้มั้ยดอกเดซี่น่ะมีความหมายว่าแด่เธอผู้แสนบริสุทธิ์...ฉันคิดว่าเหมาะกับนายดีเหมือนกันนะเฟลิเซียโน่"
อ่อนโยน ใสซื่อ ไร้เดียงสา
นายคงไม่รู้...การที่มีนายอยู่ทำให้โลกของฉันนั้นสดใส ทำให้ฉันสามารถเผชิญกับสงครามอันโหดร้ายในตอนนั้นได้
น่าเสียดาย เพราะฉันไม่เคยบอก นายจึงไม่เคยได้รู้ มาตอนนี้แม้จะบอกว่านายสำคัญกับฉันมากขนาดไหน
แต่นายคงไม่มีวันรับฟังฉันอยู่ดี
"เฟลิเซียโน่...ถ้าสักวันหนึ่งนายฟื้นขึ้นมาล่ะก็...เราไปเดินเล่นด้วยกันเถอะนะ" ลุดวิคกระซิบขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน อุณหภูมิในกายร้อนผ่าวสงสัยเขาคงจะเป็นไข้ "ห้องเล็กๆ แค่นี้จะเติมดอกไม้ให้นายยังไงคงไม่พอ ฉันว่าเราไปดูทุ่งดอกไม้ของจริงกันดีกว่า..."
ร่างทั้งร่างซวนเซฟุบลงไปกับร่างอีกฝ่ายอย่างไม่อาจครองสติได้ กระนั้นมือใหญ่หนายังกุมมืออีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยให้จากไปไหน
ถึงตอนนั้นฉันหวังว่านายจะชอบและยิ้มให้ฉันเหมือนที่นายเคยยิ้มเสมอมา...
.
.
.
"อ๊ะ..." ร่างน้อยๆ เหลียวมองไปรอบกาย ไม่รู้ทำไมเขาเหมือนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ก้มมองมือตัวเองทั้งที่ไม่ได้จับต้องอะไรเลยแต่ทำไมถึงร้อนวูบขึ้นมา...ร้อนไปจนถึงหัวใจชวนให้น้ำตาเอ่อเหลือเกิน
"จักรวรรดิโรมัน..." เฟลิเซียโน่ร้องเรียกอีกฝ่าย น้ำตาหยดน้อยๆ ร่วงพรู "ร้อน...ทำไมถึงรู้สึกร้อนในอก ทำไมน้ำตาถึงไหลออกมาทั้งที่ไม่ได้รู้สึกเจ็บสักนิดเลยอ่ะ"
"นั่นเป็นเพราะเธอคิดถึงใครอยู่ยังไงล่ะ" จักรวรรดิโรมันเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับดวงตาสีฟ้าซึ่งฉายแววเศร้าสร้อย
"คิดถึง...ฉันจะคิดถึงใครได้ล่ะ ในเมื่อคนที่ฉันคิดถึงมีแต่จักรวรรดิโรมันเพียงคนเดียวนะ" เฟลิเซียโน่เอ่ยถาม
"เธอเพียงแค่หลงลืมไปเท่านั้นเอง" จักรวรรดิโรมันดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดก่อนจะจุมพิตหน้าผากเบาๆ "แม้ความทรงจำจะหลงลืมไปแต่ความรู้สึกก็ยังคงหลงเหลืออยู่"
และนั่นทำให้ฉันได้รู้ว่า...ก้นบึ้งของหัวใจเธอนั้นใครคือคนสำคัญที่สุด
"ไม่เห็นเข้าใจเลยจักรวรรดิโรมัน ฉันจำอะไรไม่ได้ตรงไหน ความฉันดีออกจะตายนะ เวลากินพาสต้านี่จำแม่นมากเลยนะ" เฟลิเซียโน่โวยวายขณะที่จักรวรรดิโรมันปาดน้ำตาอีกฝ่ายออก
"เดี๋ยวเธอก็จำได้เองในไม่ช้า...ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้วล่ะ" จักรวรรดิโรมันจูบมืออีกฝ่ายเบาๆ เพียงแค่สัมผัสปลายนิ้วก้อยก็ปรากฏด้ายสีแดงขึ้นมา ด้ายนั้นทอดยาวผ่านทุ่งดอกไม้ออกไปไกลจนไม่เห็นสุดปลายด้าย
"ด้ายนี้มันคืออะไรอ่ะ จักรวรรดิโรมัน" เฟลิเซียโน่มองด้ายซึ่งผูกกับนิ้วตัวเองด้วยความประหลาดใจ
"ตามด้ายเส้นนี้ไปสิ มันจะนำทางเธอไปพบคนที่เธอรักที่สุด" จักรวรรดิโรมันเอ่ย
"คนที่ฉันรักที่สุดก็ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ" เฟลิเซียโน่มองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่เข้าใจ
จักรวรรดิโรมันยิ้ม "ฉันดีใจที่เธอพูดอย่างนั้นนะ แต่ฉันไม่ใช่คนที่เธอรักที่สุดหรอก"
"จักรวรรดิโรมัน..." เฟลิเซียโน่พยายามจะเอ่ยแย้ง
"ถ้าเธอรักฉันจริง เธอคงไม่เอาแต่นั่งถอนหายใจ ไม่ทำหน้าเหม่อลอยยามที่ตื่นจากฝัน และตอนนี้เธอจะไม่มีวันร้องไห้หรอกนะ"
"...."
"ไปเถอะ เฟลิเซียโน่ ถึงจะไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดแต่แค่เธอรักฉัน ยังเก็บฉันไว้ในความทรงจำเสมอเท่านั้นก็พอแล้ว" ชินโรคุงจับมืออีกฝ่ายให้ก้าวเดิน "รีบไปเถอะ ไปยังที่ๆ มีคนที่รักเธอมากรออยู่นะ"
"คนๆ นั้นจะรักฉันเท่ากับที่จักรวรรดิโรมันรักฉันหรือเปล่า"
"ไม่รู้สิ" จักรวรรดิโรมันยิ้ม "แต่ฉันเชื่อนะว่าเขาจะคอยคุ้มครองเธอ ปกป้องเธอได้ดีกว่าฉันที่เคยทอดทิ้งเธอไปแน่ๆ"
.
.
.
แสงสว่างลอดผ่านเปลือกตาเข้ามาจนรู้สึกเคืองตา เฟลิเซียโน่หลับตาปี๋ก่อนจะฝืนยกเปลือกตาอย่างยากลำบาก
ที่นี่ที่ไหน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วเมื่อกี้ทำไมเราถึงฝันแปลกๆ ฝันว่าตัวเองวิ่งไล่จับเชือกสีแดงๆ พิลึกชะมัดเลยอ่ะ
ว่าแต่ทำไมถึงขยับตัวไม่ได้อ่ะ รู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ ทับตัวอยู่เลย
ระ...หรือว่าเขากำลังโดนผีอำ
เฟลิเซียโน่พยายามฝืนแรงลุกพรวดขึ้นแต่ไร้ผล หากยังไม่ทันที่จะโวยวายอาละวาดเขาก็มองเห็นต้นเหตุผีอำเข้า
"ลุดวิค?" นัยน์ตาสีเขียวมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง ทำไมลุดวิคมานอนอยู่ตรงนี้ได้อ่ะ
"ลุดวิค...ลุดวิคตื่นเถอะ" เฟลิเซียโน่พยายามเรียกอีกฝ่าย พอขยับตัวหมายจะสะกิดก็พบว่าอีกฝ่ายกุมมือเขาไว้แน่น
"อ๊ะ..." ความงงงวยเกิดขึ้นระลอกสอง แต่เพียงครู่เดียวร่างบางก็ตัดสินใจเขย่ามืออีกฝ่ายทั้งอย่างนั้นแทน "ลุดวิค...นี่ตื่นแล้วปล่อยมือฉันได้แล้วนะ ตื่นๆ"
เป็นความรู้สึกที่แปลกยังไงไม่รู้ ปกติมีแต่ลุดวิคเป็นฝ่ายปลุกเขาแท้ๆ แต่ไหงคราวนี้มันกลับกันซะได้
แต่ไม่รู้ทำไมการได้ลืมตาตื่นมาเห็นลุดวิคอยู่ข้างๆ แบบนี้ถึงรู้สึกดีอย่างน่าประหลาดจังนะ
ตอนที่คิดอยู่นั้นเอง ร่างสูงใหญ่ก็ขยับตัวเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าลืมขึ้นประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเขียวอันแสนซื่อ
"ไชโย ลุุดวิคตื่นแล้ว ดีใจจัง..." ถ้อยคำของเฟลิเซียโน่ขาดช่วงเมื่อคนเพิ่งตื่นโผเข้ามากอดเขาแน่น "วะ...หวา ทะ...ทำอะไรน่ะลุดวิค"
"เฟลิเซียโน่ฉันรักนาย..." คำสารภาพรักเอ่ยขึ้นจนหนุ่มอิตาลีชะงักค้างไปเล็กน้อยแต่ก็เพียงครู่เดียวเจ้าตัวก็พยักหน้ารับ
"อื้อ ฉันก็รักลุดวิคเหมือนกันนะ" น่าแปลกทั้งที่ไม่เข้าใจว่าทำไมลุดวิคถึงพูดแบบนั้น แต่ส่วนลึกของหัวใจคล้ายกับรอคอยประโยคนี้มาเนิ่นนานแสนนาน
.
.
.
ท่ามกลางทุ่งดอกไม้กว้าง มาบัดนี้เหลือเด็กชายผมทองยืนอยู่เพียงเดียวดาย กลีบดอกไม้พัดผ่านรอบกายคล้ายจะปลอบประโลมเด็กน้อย
"ไม่เป็นไรหรอก..." จักรวรรดิโรมันเอ่ยกับตัวเอง นัยน์ตาสีฟ้าทอดมองท้องฟ้าที่แผ่ขยายกว้างไกลสุดหล้า "ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราก็ยังพบกันในความฝันได้อยู่ดีนี่นา..."
ใช่มั้ย...เฟลิเซียโน่?
END
Postscript: จบแล้วววววว เฮ่ออออ ตอนแรกคิดว่าต่อไม่ขึ้นแล้ว แต่ช่วงท้ายเขียนแล้วมันส์มือดี แหะๆ สารภาพนิดๆ รู้สึกช่วงท้ายเร่งๆ รวนๆ ไปหน่อย อาจเพราะไม่ค่อยต่อเนื่องด้วยมั้ง จริงๆ พลอตที่อยากเขียนมันอยู่ช่วงที่ 1 กับ 2 เลยต้องพยายามด้นตอนจบให้ลงนิดนึงค่ะ แหะๆ แต่ตอนจบที่ลงด้วยชินโรคุงนี่แอบถูกใจนิดหน่อยว่าอืมมันควรจบแบบนี้น่ะแหละนะ 55 เสียดายเหมือนกันที่เป็นแค่เนต้า เลยอาจทำให้คนอ่านงงๆ กันว่าทำไมเฟลี่กับลุดวิคชอบกันหว่า หรือเหมือนเฟลี่ชอบชินโรคุงมากกว่าอ่ะนะ แต่เพราะเป็นเนต้าเลยเล่าข้ามๆ ไปเยอะ แต่นี่เอามาเขียนจริงน่าจะยาวได้พอๆ กับใจร้าวเลยล่ะค่ะ 55 อ่อ อยากบอกนิดๆ ตอนเขียนให้มี โรปู นิดๆ รู้สึกเขียนแบบความรู้สึกตัวเองล้วนๆ อิงโดที่เคยอ่านไปหลาย มันเลยอาจจะแปร่งๆ ไปบ้างขออภัยแฟนโรปูด้วยนะคะ แหะๆ
การระบายเครียดด้วยฟิคก็ดีเหมือนกัน แต่จะได้ทำบ่อยๆ มั้ยนะ พรากกก อ่อ เม้นขอต๊ะก่อนนะคะ แต่ไว้จะส่งฟิคยามะโกคุให้คุณ pau ค่ะ >< กับเม้นน้องซาโบะประทับใจมากๆๆๆๆ สำหรับพี่การที่แฟนของคู่ไหนๆ อ่านแล้วสนุก แค่คนเดียวมาบอกพี่ก็รู้สึกกำไรแล้วที่คลอดออกมาจ่ะ (คือเขียนออกมาได้ก็คุ้มทุน แฟนคู่นี้ชอบนี่กำไรสุดๆ XDD)
Edit:ลงท้ายขอเพิ่มประโยคปิดเข้าไปอีกประโยคซะงั้น ฮ่ะๆๆ