[APH] Question (Hetalia Fanfiction)
posted on 20 Nov 2008 21:02 by chibi
แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Credit : เพิ่งมาเห็นลืมเขียน
ข้อความข้างบนดัดแปลงมาจากบลอคคุณ ohohoh กับคุณ Lynn นะคะ
Title : Question [Hetalia Fanfiction]
Pairing : AlfredxArthur
Rate : ใสสุดๆ
Preface : หลังจากพีคมาร่วมเดือน จากที่คิดว่าเขียนไม่ได้หรอก แต่ด้วยความที่ชอบท่านอาเธอร์มากๆ สุดท้ายก็ทำลงไปจนได้ (หัวเราะ) เรื่องไม่ค่อยอิงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ผิดพลาดประการใดขออภัยล่วงหน้านะคะ
PS. ชื่อเรื่องสิ้นคิดมาก
เพิ่งจะรู้ว่าตนเองเป็นเด็กช่างสงสัยก็ตอนที่แหงนหน้ามองคนๆ นั้น
มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไรนะ ---?
ผืนฟ้าแผ่ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาลราวกับจะเป็นสะพานเชื่อมแผ่นดินหนึ่งสู่อีกแผ่นดินหนึ่งแทนทะเลที่กางกั้น เช่นเดียวกับสายลมที่กำลังพัดพาให้ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีแลแมกไม้นั้นเอนไหว
ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเงาแก่ผู้มาเยือน เด็กน้อยผมทองกำลังเอนกายพักพิงอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ดวงตาซึ่งฉายแววฉลาดเฉลียวจ้องมองเงาของแมกไม้ที่ตัดกับแสงตะวันพลางครุ่นคิด
ใช่ เขาสงสัยเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว…และไม่ว่ายังไงก็หาคำตอบไม่ได้สักที
และนั่นแหละปัญหา…ร่างซึ่งเอนกายนอกพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์นึกขณะที่เงาดำเลื่อนมาทาบทับบดบังแสงตะวัน
“หลบมาเล่นอยู่ที่นี่เอง” เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนดังเหนือหัวพร้อมกับใบหน้าของชายผู้สูงวัยกว่าชะโงกเข้ามาใกล้ “อาหารกลางวันเสร็จแล้ว ลุกขึ้นเถอะอเมริกา”
“ฮะ!” เด็กน้อยรับคำพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นก่อนที่อังกฤษจะยื่นมือออกไป
ไม่รู้ทำไม…ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาอยากจะลุกยืนด้วยกำลังของตนเอง
สายลมยังคงอ้อล้อกับทุ่งหญ้า ในขณะพระอาทิตย์ยังคงส่องแสงให้ชวนอบอ้าว ใช่…คงเป็นเพราะแสงแดดที่บังตา หรือควรจะโทษสายลมยามบ่ายดี ภาพของร่างสูงโปร่งที่ก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคงและองอาจนั้นถึงสร้างความสนอกสนใจให้เขาอย่างไม่มีเหตุผลเลย อเมริกาได้แต่นึกขัดใจ และถึงแม้จะรู้สึกอย่างนั้น สองขาเล็กๆ ทั้งสองก็ยังคงไล่ตามแผ่นหลังกว้างอย่างไม่ลดละ ดวงตาใสซื่อนั้นก็คอยแต่แหงนมองคนที่คอยดูแลเขามาแต่เล็ก
อังกฤษยังคงวางสีหน้าปั้นหน้าปั้นปึ่งเหมือนเคยไม่เคยเปลี่ยน เรียวปากนั้นเม้มเป็นเส้นตรงสนิท รวมทั้งดวงตาที่มักจะจ้องมองไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่คิดจะเหลียวมองรอบข้าง ทั้งที่บรรยากาศรอบตัวที่คนๆ นี้แผ่ออกมานั้นดูอ้างว้าง
แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่เคยเบื่อที่จะมองนะ…
สำหรับอเมริกา ภาพของอังกฤษที่มองจากเบื้องล่างคือภาพอันชินตามาแต่วัยเยาว์ การวิ่งไล่ตามและคว้ามือของอังกฤษไว้คือความสุขอย่างหนึ่งของเขา…นั่นคือสิ่งที่เคยเป็นมาตลอดหลายสิบปีนับแต่ที่พบกัน
หากมาวันนี้เด็กน้อยไม่อาจตอบคำถามหนึ่งซึ่งผุดขึ้นมาในใจได้ ราวกับน้ำที่รินจนล้นแก้ว…ความกระหายใคร่รู้ยามที่เฝ้ามองสายตาซึ่งเต็มไปด้วยความทะนงคู่นั้นนับวันมันยิ่งเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลมากขึ้นทุกที
ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น…เขาไม่รู้จะหยุดความสงสัยนี้ได้อย่างไรด้วย
“นี่? ถามจริงเถอะ จ้องฉันทำไมเหรอ?” สายตาที่เหม่อมองไปไกลเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ก้มลงมามองจนฝ่ายที่จ้องมาแต่แรกสะดุ้ง
“อ…ไม่มีฮะ” คนอ่อนวัยกว่าตอบเสียงเบาด้วยไม่แน่ใจว่าเขาควรจะถามสิ่งที่ตนเองสงสัยออกไปมั้ย มันดูเป็นคำถามที่โง่ ไร้สาระไปหรือเปล่า แล้วอังกฤษฟังแล้วจะหัวเราะเขามั้ย
คนถามได้แต่เอียงคอมอง คิ้วดกหนาขมวดมุ่นเล็กน้อยก่อนจะย่อตัวลงมานั่งข้างๆ ให้อเมริกาได้เห็นรอยยิ้มบางๆ ซึ่งน้อยประเทศจะได้เห็น “ปากบอกไม่มีอะไรแต่ก็ทำหน้าอ้ำอึ้งแบบนี้ เด็กๆ นี่ดูออกง่ายชะมัด”
“ผมไม่ใช่เด็กนะ!” อเมริกาเถียงทันควัน อย่างน้อยเขาก็โตขึ้นจากเมื่อก่อนตั้งเยอะ
“ฮะๆ แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าเด็ก” มือใหญ่หนาเอื้อมมาขยี้ผมเขาเบาๆ “ตกลงมีอะไร หรือโดนใครแกล้งมา…อา แต่นายแข็งแรงจะตาย ไม่น่าจะใช่แฮะ”
“ไม่ใช่ครับ ไม่มีใครรังแก” เด็กน้อยส่ายหัวดิก
“งั้นเหรอ หรือว่าวันนี้ไม่อยากเรียนภาษาลาติน ถ้างั้นจะสอนยิงปืนให้นะ”
“เปล่าครับ”
“เอ…งั้นเรื่องอะไรนะ ห…หรือว่าไม่อยากทานอาหารฝีมือฉัน” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงตกอกตกใจ
“ป…เปล่าครับ อาหารของอังกฤษอร่อยฮะ ผมเคยบอกไปแล้วนี่นา” อเมริกาปฏิเสธเสียงอ้ำอึ้ง
“ถ้างั้นนายกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ” อังกฤษเอ่ยเสียงอ่อนคล้ายจะยอมแพ้กลายๆ “ถ้ามีอะไรที่ฉันทำได้ ฉันก็อยากทำนะ”
“จริงเหรอครับ!” เด็กน้อยตะโกนเสียงใส หัวสมองน้อยๆ บังเกิดไอเดียขึ้นฉับพลัน
“ฮื่อ…ถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงนะ” รอยยิ้มซื่อๆ ระบายบนใบหน้า
“ถ…ถ้างั้นอุ้มผมได้มั้ยฮะ”
“หา…อุ้มเหรอ” คนถูกร้องขอนึกประหลาดใจ ในตอนแรกเขาคิดว่าอเมริกาอาจมีเรื่องกังวลใจบางอย่างทว่าเรื่องที่ร้องขอกลับเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างน่าเหลือเชื่อ
“ครับอุ้มผมนะ สูงๆ ด้วย” ท่าทีตื่นเต้นดีใจทำให้อังกฤษนึกขัน เฮ่ออ เด็กก็ยังเป็นเด็กวันยังค่ำ สงสัยเพราะเหงาอยู่คนเดียวมานานเลยอยากอ้อนเขากระมัง
“ให้ทำสูงๆ ใช่มั้ย” ร่างสูงโปร่งเอ่ยถามขณะช้อนร่างน้อยๆ ขึ้นจากพื้น
“ฮะ!” เด็กชายตัวน้อยพยักหน้าขณะที่ร่างทั้งร่างลอยขึ้นสูง ช่วงเวลานั้นจะสายลมซึ่งโบกพัดให้ผมสีทองปลิวไสว หรือจะท้องฟ้ากว้างใหญ่ก็ไม่อาจดึงดูดสายตาเขาได้
เมื่อภาพที่สะท้อนในแววตายามนี้มีแต่ใบหน้ายิ้มแย้มของคนที่อุ้มเขาอยู่เท่านั้น…
อา…การได้ก้มมองเป็นอย่างนี้นี่เอง
การที่ได้เห็นสีหน้าคุณจากมุมนี้มันทำให้หัวใจผมเต้นแรงได้ขนาดนี้เลยเหรอ
“พอใจแล้วนะ” เสียงนั้นเอ่ยถามในขณะที่เท้าทั้งสองสัมผัสผืนดินอีกครั้ง
“ครับ!!” อเมริกาส่งยิ้มกว้างให้กับคนตรงหน้า “ผมได้คำตอบแล้วฮะ”
“หืม? คำตอบอะไรน่ะ แต่เอาเถอะ เดี๋ยวอาหารจะชืดเสียก่อน กลับบ้านกันดีกว่า” มือใหญ่หนาจูงมืออีกฝ่ายให้เดินตามแม้จะยังคงสงสัยที่เจ้าเด็กในปกครองกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่ก็ไม่อยากซักไซร้ให้มากความ
สายลมยังคงพัดผ่าน แสงแดดแม้จะอ่อนแสงก็ยังคงทอประกายส่องให้เงาของร่างทั้งสองทอดยาวเคียงกัน ระหว่างที่เดินตัดผ่านทุ่งหญ้าสีเขียว เจ้าของเงาร่างเล็กก็ร้องบอก
“อังกฤษฮะ ผมอยากโตไวๆ จัง”
“ถ้างั้นต้องทานนมเยอะๆ ออกกำลังให้มากๆ รับรองโตไวแน่” อังกฤษพูดติดตลกในขณะที่อีกฝ่ายกลับเอาจริงเอาจังซะเหลือเกิน
“ครับ! รับรองผมจะโตไวๆ จนคุณตกใจเลย” ท่าทีกระตือรือร้นเช่นนั้นทำให้อังกฤษอดยิ้มออกมาไม่ได้
“ดีสิ ถ้านายเติบโตอย่างแข็งแรงฉันก็ดีใจนะ”
“ฮะ! ผมจะโตไวๆ เพื่อคุณแน่ๆ” คนอ่อนวัยกว่ายังคงยืนกรานแข็งขัน ไม่รู้เพราะอะไรแต่ในเมื่ออังกฤษไม่คิดจะถามเหตุผล เขาก็จะไม่บอกหรอกว่าเพราะอะไร
ครับ…ผมจะโตไวๆ จะไล่ตามคุณให้ทัน
การได้จ้องมองคุณจากด้านบนมันเป็นความรู้สึกที่ดีอยู่หรอก
แต่ว่าบางที…การได้ก้มมองคุณด้วยตัวเองคงจะดียิ่งกว่า
ผมบอกไม่ได้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร
…แต่บางทีเมื่อผมโตขึ้นแล้วอาจจะเข้าใจมันมากขึ้นกระมัง
END...
Postscript : ชอบเรื่องนี้มานานมากแต่ไม่แสดงออกลงบลอคตัวเองเท่าไร จนนึกอยากเขียนฟิคเมื่อได้อ่านโดเนี่ยแหละ จริงๆ มีพลอตอื่นอยากเขียน แต่มันสั้นๆ หมด อาจจะเขียนเป็นตอนสั้นๆ แบบจบในตอนออกมา เสียดายท่านอาเธอร์ไม่แสดงความซึนเท่าไร ฮ่าๆ แต่สำหรับเราช่วงเวลาตรงนี้เหมือนท่านอาเธอร์เอ็นดูอัลฟ์แบบนี้น่ะนะ ความรู้สึกของอัลฟ์ที่อยากไล่ตามท่านอาเธอร์ ชอบอะไรแบบนี้น่ะแหละ!!! คู่นี้มีอะไรที่ชอบเยอะมาก ทั้งแอ๊ง ทั้งน่ารักได้ครบหมดเลย (แต่ที่สำคัญคือท่านอาเธอร์เนี่ยแหละ หลงรักผู้ชายแบบนี้จัง อร๊างงง) อยากเขียนถึงช่วงเวลาอื่นอีกจังนะ ^^
ไม่ได้เขียนแบบมุมมองพระเจ้ามานานแอบฝืดมือเหมือนกัน จริงๆ ยังไม่ค่อยถูกใจเท่าไร แต่ได้เขียนก็แฮปปี้แล้วล่ะนะ ฮ่ะๆ
)
จริงๆ ยังคิดเลยตอนจุดแตกหักเนี่ย จะได้มีการบิดเบือนประวัติศาสตร์ก็อีตอนนี้แหละ เหอออออ
เฮตาเลียยังไม่มีแปลไทยค่ะ แต่มีบางบลอคนำเวอชั่นอังกฤษจาก LJ มาแปลไทยกันบ้างแล้วค่ะ เรามาตามเรื่องนี้หนักๆ ตั้งแต่หา LJ คอมมูนิตี้นี้เจอค่ะ (แต่ถ้ารู้จักก็ตั้งแต่ต้นปีที่คุณ ohohoh ลงแนะนำเนี่ยแหละ>>> สมัยนั้นอยากอ่าน แต่ไม่รุว่ามีแปลใน LJ พลาดไปร่วมครึ่งปี)แต่ส่วนนึงอาจเพราะกำลังจะเป็นอนิเมด้วย กระแสเลยกำลังมาน่ะค่ะ ^^
ชอบตอนที่ขอให้อุ้มมากเลยค่ะ (ดูใสๆ น่ารักมากมาย แม้ต่อมาจะเริ่มมีกลิ่นอายของความคิดไม่ซื่อก็ตาม ฮา)
ตอนที่อ่านๆ ไป ก็เกิดคิดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วท่านอาเธอร์คงจะเหงาเหมือนกันนะ ได้บรรยากาศเหงาๆ เวิ้งว้างแต่ก็สง่างามดีค่ะ
ท่านอาเธอร์นี่...กับเด็กๆ นี่ก็ใจดี๊ใจดี (แต่ก็เห็นแค่ไอ้คุณน้องอัลฟ์คนเดียวนี่แหละ) เด็กดันโตมาทำท่านอาเธอร์ซึนแทน...
ตอนต่อไปอัลเฟรดคงได้ฤกษ์โตขึ้นอีกหน่อย...ท่านอาเธอร์คะ...เด็กมันเริ่มคิดไม่ซื่อแล้วค่ะ *ฟ้อง*
#1 By Zakuro on 2008-11-20 21:40