[APH] Solution (Hetalia Fanfiction)
posted on 23 Nov 2008 17:55 by chibiแฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Title : Solution [Hetalia Fanfiction]
Pairing : AlfredxArthur
Rate : น้อยกว่าตอนที่แล้ว (เยอะ)
Preface : ไม่น่าหาข้อมูลพวกเพลงกล่อมเด็กเลย เมื่อวานกลับมาปวดหัวมาก โซโล่ยาวเลย TOT (จะพักให้ได้แล้วว)
.
.
.
บางครั้ง…การไม่รู้อะไรอาจจะดีเสียกว่า
♫ "Oranges and lemons", say the bells of St. Clement's
"You owe me five farthings", say the bells of St. Martin's
"When will you pay me?" say the bells of Old Bailey
"When I grow rich", say the bells of Shoreditch ♫
เสียงร้องเพลงระรื่นดังก้องห้อง มันคงจะน่าฟังกว่านี้ถ้าคนที่ร้องอยู่นั้นเป็นเด็กๆ มาร้องรำทำเพลงจัดปาร์ตี้กัน แต่โชคร้ายที่เจ้าของเสียงที่ว่าอายุอานามก็เลยไปไกลโขแล้ว…แถมซ้ำร้ายกว่านั้นดูท่าจะมีอาการเมาหนักเป็นของแถมมาเสียด้วย
อเมริกายืนกอดอกมองสภาพคนนอนเอกเขนกบนโซฟาเมาเละไม่เป็นท่าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ไม่รู้วันนี้อังกฤษนึกยังไงถึงหยิบเหล้าขึ้นมาดื่มหลังจากทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ทั้งที่ปกติไม่เคยดื่มหนักให้เขาเห็นต่อหน้าแท้ๆ
ไม่สิ…หรือจะมีนะ? เด็กหนุ่มพยายามทบทวนความจำแต่เสียงร้องเพลงสนั่นกลบความคิดเหล่านั้นเสียก่อน
“"When will that be?" say the bells of Stepney "I do not know", says the great bell of Bow♫” เสียงร้อง…เอ่อ…ค่อนไปทางตะเบ็งยังคงดังเขย่าหู และมาวันนี้เด็กหนุ่มก็เพิ่งจะได้รู้ว่าอดีตโจรสลัดจอมอาละวาดก็ยังคงไม่ทิ้งลาย โวยวายได้หนวกหูเสียงดังไม่แพ้ใครจริงๆ
“อังกฤษครับ คุณเมาแล้วนะ พอเถอะ” อเมริกาตัดสินใจเข้าไปทักชายที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ปกครองของตนเมื่อดวงตาสีฟ้าสังเกตเห็นอีกฝ่ายเริ่มเหล้าขวดใหม่
“ใคร…ใครว่าฉันเมา?” คิ้วดกหนาขมวดมุ่น ใบหน้าแดงระเรื่อส่งสายตาขวางๆ บอกให้รู้ว่าไม่สบอารมณ์ที่มีคนมาขัดจังหวะ
…ก็นี่แหละที่เรียกว่าเมา…อเมริกานึกค่อนในใจแต่ก็คร้านจะเถียงอีกฝ่าย เพราะรู้ว่าลงอีกฝ่ายเมาแบบนี้คงไม่มีวันคุยกันรู้เรื่องแน่ สองแขนสอดเข้าไปใต้เอวอีกฝ่าย “ผมจะพาคุณไปนอนที่ห้องนะครับ”
พลั่กก
ร่างสูงใหญ่ลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้นเมื่อคนเมาอยู่ยันเท้าเข้าให้ ชายหนุ่มสูงวัยลุกขึ้นมายืนจังก้า “ก็บอกแล้วไงว่าไม่เมา เด็กอย่างนายจะมารู้ได้ไงว่าฉันเมาหรือไม่เมา”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรคำว่า “เด็ก” ที่ได้ยินจากปากของอังกฤษถึงก่อให้เกิดความหงุดหงิดแบบนี้ เด็กหนุ่มซึ่งบัดนี้เติบใหญ่พยายามข่มอารมณ์ก่อนจะลุกขึ้นโพล่งใส่ร่างตรงหน้า “อังกฤษครับ ผมโตแล้วนะ!”
ร่างใหญ่โตที่ยืนค้ำหัวไม่ได้ทำให้อังกฤษรู้สึกหวั่นเกรงแต่อย่างใด คนมากศักดิ์ศรียังคงจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ก่อนจะพึมพัมออกมาเบาๆ “นี่นายสูงขึ้นอีกแล้วเหรอ…”
เปลี่ยนเรื่องได้หน้าตาเฉย…อเมริกาค่อนในใจ และไม่ยอมตอบคำถาม นัยน์ตาสีฟ้ายังคงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง
“เหอะ…น่าหมั่นไส้ชะมัด” ใบหน้าบูดบึ้งสะบัดหนีไปอีกทางก่อนจะลงไปนอนแผ่หลากับโซฟาหันกลับไปร้องเพลงไม่พูดอะไรอีก
“Here comes a candle to light you to bed. And here comes a chopper to chop off your head! ♫”
คนไม่เมาได้แต่มองอีกฝ่ายนิ่ง ไม่บอกก็รู้ว่าการโต้เถียงกันครั้งนี้เขาแพ้ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรคนตรงหน้าก็ไม่คิดจะรับฟังความเห็นเขาเลย
จะผ่านไปอีกกี่สิบ กี่ร้อยปี คนๆ นี้ก็ยังเห็นเขาเป็นเด็กในปกครองไม่เคยเปลี่ยนแปลงสินะ
**********
เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ไปกี่ชั่วโมงแล้วไม่รู้ แต่ในที่สุดคนเมาอาละวาดก็มีวันแรงหมดกับเขาด้วยเหมือนกัน อเมริกายืนมองคนที่นอนกอดขวดเหล้าหลับคาโซฟาด้วยสายตาเอือมระอา
“พรุ่งนี้ตื่นมาจะจำได้มั้ยเนี่ยว่าตัวเองทำอะไรลงไป” คนไม่เมาบ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเข้าไปประคองร่างที่นอนสลบไม่ได้สติ
“อืม…” เสียงครางในลำคอดังเบาๆ พร้อมกับที่ร่างโปร่งเพรียวโงนเงนล้มเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของอเมริกา
เมื่อไรนะ…ที่เราเริ่มรู้สึกว่าอังกฤษตัวเล็กลง
อเมริกาจับแขนอีกฝ่ายขึ้นมาพาดบ่าก่อนจะพาขึ้นบันไดตรงไปยังห้องใต้หลังคาซึ่งอังกฤษมักใช้เป็นห้องนอนยามที่มาเยี่ยมเขา
ร่างในอ้อมแขนนั้นเบา เบาจนเขารู้สึกว่าตั้งแต่เมื่อไรนะที่อังกฤษไม่สามารถกอดเขาได้เต็มสองมือ ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาเริ่มอยากจะแยกห้องนอนเป็นของตัวเอง
เวลานั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว โลกที่หมุนรอบตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด
ทว่าคงมีเพียงอย่างเดียวที่เขาแน่ใจว่ามันไม่มีวันเปลี่ยน…อเมริกาคิดขณะวางคนเมามายลงนอนกับเตียงนุ่ม นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องร่างที่นอนแผ่หลาสบายอารมณ์ไม่ทุกข์ร้อน
ถึงจะเอาแต่เมาเหล้าไม่สนใจผม แต่อย่างน้อยผมก็ดีใจที่คุณมาเยี่ยม…เป็นเพียงความคิดไม่สามารถบอกออกไปได้ ร่างสูงใหญ่ทรุดลงนั่งข้างเตียงก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปใกล้
เมื่อนั้นเองนัยน์ตาสีเขียวมรกตก็ลืมขึ้น “อเมริกา?”
เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับผงะห่าง “ครับ?”
“ทำไมไม่พูดฮะล่ะ เมื่อก่อนนายมักจะเรียกฉันว่าังกฤษฮะ หรือลากเสียงคร้าบบยาวๆ ไม่ใช่เหรอ” น้ำเสียงที่ตัดพ้อทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่สร่างเมา
“ผมบอกแล้วไงครับอังกฤษว่าผมโตแล้ว อันที่จริงผมอยากจะใช้ฉันกับนายด้วยซ้ำ” ด้วยอยู่ด้วยกันมานาน คนอ่อนวัยกว่าพอจะคาดการณ์ออกว่าพรุ่งนี้เช้าคนตรงหน้าคงจำไม่ได้ว่าตนเองพูดอะไรออกไป เด็กหนุ่มจึงยวนอีกฝ่ายเล่น
“เจ้าเด็กอวดดีเอ๊ย นี่เจ้าฝรั่งเศสงี่เง่านั่นมาพูดอะไรกับนายใช่มั้ย” คนสูงวัยกว่าเดาะลิ้นไม่พอใจ ใบหน้าแดงเรื่อซุกลงกับหมอน “เหอะ…แต่จริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันนี่นา นายจะทำอะไรมันก็เรื่องของนาย ไม่ใช่ธุระของฉัน!”
“ที่พูดแบบนี้เพราะคุณแคร์ผมหรือเปล่า”
“อย่ามาพูดงี่เง่านะ!!” อังกฤษสวนออกไปทันควัน นัยน์ตาสีเขียวมองขุ่นเคือง “อย่างนายถ้าไม่มีฉัน คิดหรือว่าจะมีวันนี้ ทั้งที่ฉันเลี้ยงดูมาอย่างดียังมาทำอวดดีใส่อีก”
ทั้งที่รู้ว่าคนตรงหน้ามักพูดจาแบบนี้เสมอ ทว่าส่วนลึกในหัวใจเขาก็ยังคงเจ็บปวด…คงเพราะเป็นคำพูดของคนๆ นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงมีอิทธิพลกับใจเขาเหลือเกิน
“น่าโมโหชะมัด! บอกไว้เลยถึงนายจะตัวโตเป็นโทรลล์ สำหรับฉันนายก็ยังเป็นเด็กอ่อนต่อโลกอยู่ดีน่ะแหละ เพราะงั้นฉันถึงต้องปกป้องยังไงล่ะ!”
คำพูดที่พล่ามมายาวเหยียดทำให้อเมริกาพอเดาเหตุที่วันนี้คนตรงหน้าดื่มได้ลางๆ นั่นสินะ ลืมไปได้อย่างไรว่าครั้งหนึ่งตอนเขายังเล็กอังกฤษก็เคยเมาแล้วร้องไห้พล่ามกับเขาทำนองนี้มาก่อน
“คนอื่นน่ะนิสัยไม่ดีทั้งนั้น! เพราะงั้นห้ามคบกับใครอื่นนอกจากฉัน จำเอาไว้มีแต่ฉันเท่านั้นที่ปกป้องนายได้” บทสนทนาแบบเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยนดังจากปากของอังกฤษ จำได้ว่าตอนนั้นเขาดีใจที่อังกฤษเป็นห่วงและให้ความสำคัญกับเขา
แต่ทว่า…ตอนนี้เขากลับไม่ได้รู้สึกยินดีแบบนั้นเลย
“อังกฤษครับ…ผมในตอนนี้ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ผมดูแลตัวเองได้…” อยากจะต่อท้ายว่าและอาจจะดีกว่าคุณด้วย แต่ไม่อยากเพิ่มเรื่องชวนทะเลาะเลยละไว้ในฐานที่เข้าใจ
นัยน์ตาสีเขียวหรี่มอง ซึ่งแน่นอนเขาก็จ้องอีกฝ่ายกลับอย่างไม่ยอมแพ้
พลั่กก!
หมอนใบโตฟาดเข้าที่หน้าอเมริกาเข้าอย่างจัง แน่ล่ะไม่ใช่ฝีมือใครอื่นนอกจากเจ้าของเสียงโวยวาย “ถ้าเก่งนักล่ะก็ จะไปไหนก็ไปเลย เจ้าเด็กงี่เง่า!”
หมอนใบเดิมยังถูกใช้เป็นอาวุธฟาดเด็กปากดีไม่เลิก อเมริกาพยายามยกมือปัดป้องการโจมตีจากคนตรงหน้า แรงที่ฟาดลงมาไม่เจ็บหรอก แต่เมื่อเป็นฝ่ายโดนกระทำฝ่ายเดียวแบบนี้ ความอดทนก็หมดสิ้นลงได้ง่ายดาย
“พอสักทีเถอะ! คิดว่าผมจะยอมคุณอยู่ฝ่ายเดียวเหรอไง!” เด็กหนุ่มขึ้นเสียงลั่นพร้อมกับคว้ามืออีกฝ่ายเอาไว้ ทว่าทันทีที่แตะต้องอารมณ์อยากโต้ตอบก็พลันเหือดหาย
มือที่เคยลูบหัวเขาเมื่อก่อนเดี๋ยวนี้เล็กขนาดเขากำรอบข้อมือได้แล้วเหรอ?
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นเมื่ออีกฝ่ายสะบัดมือออก ใบหน้าแดงก่ำยังคงฉายแววฉุนเฉียวหากนัยน์ตาสีเขียวกลับเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา “งั้นเหรอ! แม้แต่นายก็ไม่ต้องการฉันใช่มั้ยล่ะ”
“อังกฤษ…” อเมริกาเอ่ยเสียงอ่อนเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเปลี่ยนเป็นเมาแล้วร้องไห้
“ใช่สิ ยังไงฉันมันก็โดดเดี่ยวตัวคนเดียวมาแต่แรก อย่างนายฉันไม่สนหรอก” ร่างเพรียวหันหลังหนี ก่อนจะยกมือขึ้นปากน้ำตาลวกๆ เสียงสะอื้นเอ่ยแว่ว “ออกไปซะ ฉันอยากอยู่คนเดียว”
คนเป็นเจ้าของบ้านไม่ทำตามที่อีกฝ่ายร้องขอ ตรงกันข้ามเขากลับดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด “ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงแรงสั่นไหวจากร่างในอ้อมแขนที่เอาแต่สะอื้นไห้จนตัวโยน มันน่าแปลกที่เขารู้สึกดีที่อีกฝ่ายเผยด้านที่หวั่นไหวออกมาให้เขาเห็น
ร่างสูงใหญ่กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ผิวกายที่แนบชิดถ่ายทอดอุณหภูมิให้แก่กัน เสียงสะอื้นไห้ของอีกฝ่าย ทำให้เขาเข้าใจได้ทุกอย่าง อเมริกาฝังหน้าลงกับซอกคอขาว
“นี่ นาย…” อังกฤษหันไปหมายจะต่อว่าหากนั่นกลับกลายเป็นการเปิดช่องให้อีกฝ่าย อเมริกายื่นหน้าเข้ามาใกล้แนบเรียวปากประทับลงไปอย่างนุ่มนวลเพื่อแลกลมหายใจของกันและกัน
มันเป็นจูบแรกที่ช่วยยืนยันคำตอบให้แก่เขาทุกอย่าง…
“ทำอะไรของนาย…เจ้าฝรั่งเศสสอนอะไรบ้าๆ มา” ดูเหมือนจูบก็ยังไม่ทำให้อีกฝ่ายสร่างเมาดีนัก แต่ช่างเถอะ…เขาไม่คิดจะทำอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้นนี่นา
“พักผ่อนเถอะครับ…ถ้าคืนนี้คุณอยากอยู่คนเดียว ผมจะไม่กวนคุณแล้ว” อเมริกาเลือกจะไม่ตอบคำถาม เขากดร่างโปร่งเพรียวลงนอนกับเตียงนุ่ม เรียวปากอุ่นจัดจูบที่หางตาอีกฝ่ายซับน้ำตา “แล้วก็…ผมขอโทษที่ไม่อยากให้คุณเป็นฝ่ายปกป้องผมแล้ว”
เพราะผมอยากเป็นฝ่ายปกป้องคุณมากกว่า…
เป็นเพียงคำพูดที่ไม่สามารถบอกออกไป ทั้งที่รู้ดีว่าเมื่อรุ่งสางของวันใหม่มาถึงอังกฤษคงจะจำเหตุการณ์ในวันนี้ไม่ได้
ทั้งที่รู้อย่างนั้น…หากเขาก็ไม่อยากพูดออกไป เหมือนกับความสงสัย…ทั้งที่รู้ว่าอีกสิบปี…หลายร้อยปี เขาจะหาคำตอบได้
แต่เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ…เขากลับไม่อยากรู้คำตอบนั้นเลย
.
.
.
เพราะไม่ว่าเรื่องไหน เขาก็รู้…ว่ามันจะต้องทำให้คนๆ นี้ต้องเสียใจ
ที่น่าเศร้าคือ…ทั้งที่รู้ผลลัพธ์เขาก็ยังอยากจะทำ
อังกฤษครับ ผมเสียใจด้วยจริงๆ
END
Postscript : ถ้าอ่านแล้วมึนงงกันก็ขออภัย เขียนตอนภาวะเหนื่อย และมึนหัวสุดๆ เลยออกมาเป็นงี้ จริงๆ เป็นช่วงเวลาก่อนอเมริกาใกล้จะประกาศอิสรภาพ ความจริงอยาเพิ่มมุมในใจของท่านอาเธอร์นะ แต่รู้สึกยัดลงมาไม่พอ แค่นี้ก็ยาวขึ้นเรื่อยๆ จนมึนตัวเองแล้ว กับไม่รู้ใส่ความซึนลงไปมากพอมั้ย (อย่างนี้ซึนหรือเปล่าเนี่ย?) กับรอบนี้มาเป็นอัลฟ์ ที่รู้สึกคาแรกเตอร์ยังไม่ค่อยใช่เลยแฮะ (คงเพราะเป็นช่วงจากเด็กน้อย ก่อนจะกลายเป็นคนกวนประสาท ชอบแกล้ง)
ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านเน้อ ^^
edit :หาอะไรกินอยู่ เลยลองกลับเข้ามาแก้ใหม่
ตอนนี้เมกายังโตแต่ตัวสินะ แฮ่ๆๆๆ
ที่ว่าเสียใจแต่เมื่อตัดสินใจแล้วก็ตามใจตัวเองชัดๆ ;p
เสียงคนกวนๆฮาๆ สงสัยเหมือนตอนพากย์ Rivalz ใน code geass ตอนกวนๆแน่เลย เหอๆๆๆ
หลายๆประโยคนี่เล่นเอาหวีดกรี๊ดกร๊าดเลย อ่านแล้วจั๊กกะจี้ดีอย่างแรงเลยเจ๊
“นี่นายสูงขึ้นอีกแล้วเหรอ…”
อ๊ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นึกภาพออกเลย ยืนประจันหน้ากันแล้วจ้องหน้าอัลฟ์ อาเธอร์หน้าแดงๆเมาๆหาเรื่องๆซึนๆ อ๊ายยยยๆๆๆๆๆ
เมื่อไรนะ…ที่เราเริ่มรู้สึกว่าอังกฤษตัวเล็กลง
อ๊ากกกกๆๆๆๆๆๆ ใช้สายตาของนายค่อยๆมองไล้อย่างช้าๆซินะอัลฟ์ แหงอยู่แล้ว ก็นายเฝ้ามองและไล่ตามมาตลอดไม่ใช่เรอะ เหอๆๆๆๆ
“ผมบอกแล้วไงครับอังกฤษว่าผมโตแล้ว อันที่จริงผมอยากจะใช้ฉันกับนายด้วยซ้ำ”
เนอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ผมโตแล้วนะ แล้วซีนที่เอาหมอนตบตีแล้วอัลฟ์จับมืออาเธอร์ไว้่ แล้วก็ดึงโอบกอดพร้อมกับคำพูดแสนอ่อนหวานและจูบที่อ่อนโยนนนนนน ไม่ไหวแล้วววว กรี๊ดกร๊าดๆๆๆๆ ชอบอย่างแรงอ่ะเจ๊~~~~~XDDDD แถมอ่านไปแล้วก็จิ้นลานเส้นโดเบย์เอย์เล่มนั้นอีก!!!!!!! ฮึ่ยยยยยย
แต่ชอบ time line ที่เจ๊เลือกมานะ เพราะช่วงที่อเมริกาจะประกาศอิสรภาพนี่ถือเป็นช่วงที่เอามาเล่นในด้านของความรู้สึกของตัวละครได้ดีนะ แล้วพล็อตนี้ก็เป็นอะไรที่แบบ จี๊ดๆดีอย่างแรงเลยอ่ะเจ๊ ชอบทั้งฝั่งความรู้สึกของอัลฟ์และอาเธอร์เลย (จริงๆป๋อชอบฟิคกับโดแนวนี้นะ แนวจริงจัง ดราม่า อ้างอิง ซีเรียส อ๊างงงงง)
ปล. แอบฮา จูบนี่ก็ต้องนึกถึง French kiss ซินะ (ม่ายยยยย ฝรั่งเศสสอนแบบดูดดื่ม!!! นายเข้าใจอย่างนั้นเรอะอาเธอร์!!! นายควรจะเป็นฝ่ายสอน "จูบแบบผู้ดี" ให้อัลฟ์เหอะ กร๊าากกกกก)
ปล2. เสร็่จงานจะปั่นโดเฮตะเอามันส์มั่งวุ้ย
#2 By moreproject on 2008-11-23 19:37