[APH] Answer (Hetalia Fanfiction)
posted on 27 Nov 2008 07:49 by chibiแฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Title : Answer [Hetalia Fanfiction]
Pairing : AlfredxArthur
Rate : ยิ่งกว่าไม่มีอะไรเลย
Preface : ความเครียดกับการส่งงานให้ทันมีผลให้หัว blank จนมาระบายเป็นฟิคได้จริงๆ OTL ชื่อตอนคิดไม่ออกจะลงอะไรด้วย -ion เลยเอาอันนี้ล่ะกัน อ่านแล้วงงก็ขออภัย รู้สึกตอนนี้เขียนยากชะมัดที่อยากสื่อออกไปก็ใส่ไม่หมดเง้ออ
.
.
.
ทั้งที่เตรียมใจกับผลลัพธ์ไว้แล้ว…
แต่เมื่อเห็นน้ำตาของคุณ ผมก็ยังรู้สึกเจ็บที่หัวใจอยู่ดี
“ฉันไม่ใช่เด็กหรือน้องชายของนายอีกต่อไปแล้ว ฉันจะเป็นอิสระ!!” ถ้อยคำประกาศอิสรภาพดังกึกก้องท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมัว ปืนที่ถืออยู่ในมือช่างหนักอึ้งยามที่ต้องหันปลายกระบอกไปยังร่างซึ่งทรุดอยู่ต่อหน้า
รู้ดีว่าคนตรงหน้าคงเจ็บปวดกับคำมั่นนี้ ทว่าเขาไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้คือนัยน์ตาสีเขียวซึ่งเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา
“บ้าชะมัด…ทำไมนะ…” น้ำเสียงสั่นเครือหลุดรอดจากริมฝีปากผู้แพ้แผ่วแว่ว…ลึกในใจ เขาอยากหลงตัวเองว่าน้ำตานั้นหลั่งรินเพื่อเขา ไม่ใช่เพราะเกียรติยศศักดิ์ศรีใดๆ สิ้น
นั่นสินะ…ทำไมสุดท้ายเรื่องถึงได้ลงเอยแบบนี้
แต่ระหว่างพวกเรา…มันมีคำตอบอื่นด้วยหรือ
นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องมือผอมบางที่พยายามปาดน้ำตาออกลวกๆ วูบหนึ่งเขานึกอยากก้มคุกเข่าลงเป็นฝ่ายเช็ดน้ำตาให้ หากสมองต้องคอยสั่งการบังคับใจไม่ให้ตนเองทำแบบนั้น
เพื่อคุณ…ผมจะไม่เหยียบย่ำเกียรติของคุณ
หยดพิรุณโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เย็นเยียบจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง กระนั้นเขาก็นึกขอบคุณท้องฟ้าที่ช่วยโปรยปรายสายฝนลงมาให้คนที่เขารักยิ่งกว่าใครบนโลกไม่ต้องอับอายมากไปกว่านี้…
อังกฤษครับ…ผมเสียใจ
แต่เพื่อสิ่งที่ต้องการ…ความต้องการเพียงหนึ่งเดียว ผมจะไม่มีวันหันหลังกลับไป
และเมื่อผมตัดสินใจแล้วก็จะไม่มีวันเปลี่ยน
อังกฤษ…ผมขอโทษจากใจจริงด้วยครับ
.
.
.
นกอินทรีโผบินออกจากบานหน้าต่าง สองปีกของมันกระพือขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้างไร้เมฆไปยังดินแดนอีกฟากซึ่งมหาสมุทรนั้นกางกั้น นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองนกคู่ใจของตนออกเดินทางจากเพียงจุดเล็กๆ จนกระทั่งลาลับขอบฟ้ามองไม่เห็นอะไร
“ส่งไปหมอนั่นก็ไม่มีวันตอบกลับมาหรอก” น้ำเสียงสบายๆ เอ่ยขึ้นจากด้านหลัง อเมริกาเหลียวกลับไปมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แม้ดวงตาทั้งสองจะสะท้อนแววขุ่นมัวหากเขายังคงส่งยิ้มการค้าให้
“ได้ข่าวช่วงนี้งานยุ่งยังอุตส่าห์มาเยี่ยมผมอีกเหรอครับฝรั่งเศส”
“ฮะๆ ก็นั่งดูเด็กสองคนทะเลาะกันมันช่วยแก้เบื่อได้เยอะนี่นา” ชายหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยกลั้วหัวเราะ นัยน์ตาพราวระยับหรี่มอง “อย่าเปลี่ยนเรื่องดีกว่าน่า บอกตรงๆ ฉันล่ะเชื่อเลยขนาดผ่านมาตั้งหลายปีแล้วแท้ๆ นายยังส่งหาจดหมายหาเจ้าคนหัวดื้ออยู่อีกเหรอ”
“ผมก็แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง ได้ยินว่าไม่สบายอยู่นี่ครับ”
“ยิ่งได้จดหมายจากนาย หมอนั่นจะยิ่งไข้ขึ้นกว่าเดิมสิไม่ว่า ที่สำคัญกล้าพูดมาได้นะว่าเป็นห่วง” ฝรั่งเศสผายมือทั้งสองออกพร้อมกับส่ายหน้า “ทำเขาเสียใจจนล้มหมอนนอนเสื่อมาเป็นปีๆ ต้นเหตุเพราะใครก็รู้อยู่ ถ้านายเป็นห่วงจริงก็ไม่ควรแยกตัวออกมาแต่แรกนะ”
เฉพาะเรื่องนั้น…ไม่มีทาง…และไม่มีวัน
“จะพูดเรื่องเก่าขึ้นมาให้ได้อะไร ที่สำคัญพูดเหมือนคุณไม่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้เลยนะครับ” อเมริกากอดอกมองคนที่นั่งเอกเขนกกับโซฟานุ่มราวกับเป็นบ้านของตัวเอง
“อ๊า…ก็การแกล้งเจ้านั่นเป็นเรื่องสนุกออกจะตาย แถมฉันกับอังกฤษทะเลาะกันจนเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว ฉันสิควรเป็นฝ่ายถามมากกว่านะว่านายน่ะทำไปเพื่ออะไรกันแน่ อเมริกา”
“ก็อย่างที่คุณรู้นั่นแหละ ผมก็แค่ไม่อยากถูกเอาเปรียบ และความคิดเราก็ไม่ตรงกัน” ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าตอบเสียงเรียบเรื่อยโดยไม่เสียเวลาคิด เขารู้ทันเกมอีกฝ่ายว่างานนี้คงแค่กะมาแหย่และกวนประสาทเท่านั้น
ดังนั้นเขาจะไม่มีวันตกหลุมพรางเป็นอันขาด
“งั้นเหรอ…งั้นเหรอ แต่คุณพี่อย่างฉันว่ามันไม่ใช่นะ” คนมากประสบการณ์กว่ายิ้มกวนๆ ยั่วประสาท “อังกฤษน่ะเอ็นดูและรักนายมากจะตาย ถึงจะไม่ค่อยแสดงออกก็เถอะนะ ขนาดฉันเป็นคู่ปรับกันมาตั้งร้อยปียังรู้ แล้วนับประสาอะไรกับเจ้าหนูอย่างนายที่โตมาด้วยมือของเจ้านั่น นายจะไม่เคยรู้เลยเหรอว่าเขาคิดยังไงกับนาย หืม?”
รู้สิ…รู้ดีจนไม่มีทางออกอื่นยังไงล่ะ
“เพราะงั้นเลิกอ้างข้อแก้ตัวเก่าๆ ซะ ฉันว่านายมีคำตอบแต่แรกอยู่แล้ว ตอบมาเถอะน่าว่าทำไมนายไม่อยากเป็นน้องชายของเจ้าคนขี้เหงานั่นอีกต่อไปแล้ว หึๆ” คนสอดรู้คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์
“แล้วทำไมผมต้องตอบคุณด้วยล่ะ ฝรั่งเศส” คนเพิ่งผ่านช่วงวัยรุ่นเอ่ยเสียงต่ำ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่สองมือกำแน่นจนรู้สึกถึงเหงื่อชื้น
ทำไมต้องตอบ…ในเมื่อคนที่สมควรรู้ที่สุด เขายังไม่คิดจะบอกเลย
“นั่นสิ…ทำไมนะ” ฝรั่งเศสย้อนถาม ใบหน้ากรุ้มกริ่มฉายแววสนุกสนานผิดกับคนเป็นเจ้าบ้านที่ความอดทนจวนจะหมดลงทุกที
“ถ้ามีธุระแค่นี้ก็ช่วยกลับไปได้แล้ว ผมจะทำงาน” อเมริกาตัดบทอย่างรวดเร็ว ซ้ำยังเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานเป็นเชิงไล่ทางอ้อม
“อะไรกันแหย่แค่นี้ก็โกรธซะแล้ว ยังเป็นเด็กไม่ยอมโตจริงๆ ด้วยน้า” คนอารมณ์ดีทำปากบู้ใส่
“ผมไม่ได้โกรธ ก็แค่ถามจะกลับไปได้ยัง”
“ไล่จังเลยแฮะ โอเคๆ กลับก็ได้” ฝรั่งเศสยักไหล่ก่อนจะยอมย้ายก้นออกจากโซฟาตรงไปที่ประตู กระนั้นหนุ่มเจ้าสำราญก็ยังไม่วายขยิบตา “แหย่นายไม่สนุกเลยแฮะ ฉันกลับไปแหย่อังกฤษต่อดีกว่า ทางนั้นท่าจะสนุกกว่าเยอะ ยิ่งไม่สบายแบบนี้ ฮะๆ”
พลั่กกก!!!
หนังสือเล่มโตถูกปาไปยังประตูแทบจะทันที แต่ฝรั่งเศสดูจะไวกว่าเพราะเสียงพลั่กนั่นเป็นเสียงหนังสือกระทบบานประตูหาใช่ใบหน้าของเจ้าคนกระล่อน
อเมริกาขมวดคิ้วมุ่นก่อนกระแทกตัวลงกับเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิด ทั้งที่ตั้งใจจะไม่ยอมถูกปั่นหัวแท้ๆ แต่พออีกฝ่ายจี้จุดด้วยเรื่องของคนๆ นั้น หัวใจก็อดหวั่นไหวไม่ได้อยู่ดี
นั่นสิ…บางทีเขาอาจจะยังเด็กอย่างที่ฝรั่งเศสว่า อเมริกาทอดถอนใจเบาๆ ขณะหยิบเอกสารขึ้นมาดูอย่างเบื่อหน่าย
เพราะถ้าเขาโตเป็นผู้ใหญ่จริงล่ะก็ เขาคงสารภาพความรู้สึกที่มีทั้งหมดให้คนๆ นั้นไปตั้งนานแล้ว
สารภาพออกไป…เจ็บปวดที่ถูกปฏิเสธ…แล้วกลับไปเป็นน้องชายดังเดิม
ถ้าคำตอบออกมาเป็นแบบนั้น อังกฤษก็คงจะไม่เจ็บปวด และยังคงอยู่ข้างๆ เขาเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่าน่าเสียดาย…เขาไม่โตพอที่จะยอมเป็นฝ่ายเจ็บปวดข้างเดียวหรอกนะ
“ถ้าต้องเจ็บคนเดียว สู้เจ็บด้วยกันยังดีซะกว่า” คนโตแต่ตัวนิสัยไม่ยอมโตกล่าวย้ำกับตนเอง พนันได้เลยถ้าอังกฤษมาได้ยินคงโวยวายใส่ว่าทำไมถึงเป็นเด็กเห็นแก่ตัวแบบนี้ และหัวเด็ดตีนขาดก็คงไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนปลูกฝังนิสัยที่ว่าให้แก่เขาเองแน่
พอนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงที่เอาแต่โวยวายต่อว่า เรียวปากก็กระตุกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว อเมริกาฟุบหน้าลงกับโต๊ะ นัยน์ตาสีฟ้าค่อยๆ หรี่ปรือ
ให้ตายเถอะ…ผมคิดถึงคุณอีกแล้ว
ไหนๆ วันนี้ก็อากาศดี ขอหลับฝันถึงคุณสักครู่จะได้ไหม
เผื่อผมจะฝันถึงอนาคตอันแสนไกลที่ผมวาดหวังไว้
อนาคตที่จะทำให้การรอคอยอันทุกข์ทนในวันนี้กลายเป็นการลงทุนอันคุ้มค่าในท้ายที่สุด
ได้แต่ภาวนาวอนขอในความเงียบงัน ดวงตะวันยังคงถักทอแสงสีทองให้แก่เบื้องล่าง ท้องฟ้าในวันนี้ยังคงเป็นสีฟ้าครามเหมือนวันที่เขาแหงนหน้าขึ้นมองตั้งคำถามให้กับหัวใจตนเอง
ต่างกันที่วันนี้เหลือเพียงเขาอยู่เพียงเดียวดายในห้องเพียงลำพังเท่านั้น…อเมริกานึกขณะม่อยหลับเตรียมเข้าสู่นิทรารมณ์ วูบหนึ่งชั่วขณะที่เหมือนฝันคล้ายกับเขาจะได้เห็นแสงสีทองลอยวิบวับอยู่เบื้องหน้า
…สงสัยเราคงฝันกลางวัน…อเมริกาคิดก่อนจะดำดิ่งสู่ห้วงฝันโดยไม่ทันได้เห็นจดหมายสีขาววางสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
อังกฤษ…ชั่วขณะที่ฝันถึงคุณ คุณจะฝันถึงผมบ้างไหมนะ
.
.
.
“…ริกา…อเมริกา…” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยมานับร้อยปีปลุกให้เขาลืมตาขึ้นช้าๆ
นัยน์ตาสีฟ้าลืมขึ้นช้าๆ ก่อนจะมองคนตรงหน้าลอดผ่านแว่นตาซึ่งสวมค้าง “อา…อังกฤษเองหรอกเหรอ ว้า…”
“ไอ้คำว่า ‘ว้า’ นี่มันหมายความว่าไง ห๊ะ” อังกฤษขึงตาใส่จนเขาต้องกลั้นยิ้ม
“นึกว่าลิธัวเนียมาปลุกน่ะ” รอยยิ้มกวนๆ จุดขึ้นที่มุมปากขณะดันแว่นตาให้เข้าที่ ช่างเป็นฝันกลางวันที่ยาวนานเหลือเกิน
แต่ความจริงนับจากนี้ไปคงยาวนานยิ่งกว่า…
“รายนั้นโดนรัสเซียพากลับไปตั้งนานแล้วเฟ้ย! แล้วเป็นฉันมันไม่ดีตรงไหน” คนปลุกโวยวายลั่น บ้าชะมัด! เห็นว่ามานอนหลับอยู่กลางสวน อุตส่าห์เป็นห่วงกลัวจะเป็นหวัดแท้ๆ ถ้ารู้ว่าตื่นมาแล้วกระตุ้นต่อมโมโหแบบนี้น่าปล่อยให้ตากลมจนเป็นหวัดดีกว่า
“ก็ยังไม่ได้บอกว่าไม่ดีนี่นา กับแปลกใจที่นายมาเยี่ยมน่ะ”
“ก็แค่มีธุระผ่านมาแถวนี้เท่านั้นแหละ” อังกฤษสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อนัยน์ตาสีเขียวเหลือบเห็นมือใหญ่หนาเอื้อมมาแตะไหล่
“เอามือมาแตะไหล่ฉันทำไม”
ตุบ…
แรงมหาศาลฉุดให้ร่างที่ยืนอยู่หล่นเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนเป็นคำตอบทุกอย่าง อเมริกากระซิบข้างหูอังกฤษ “ก็ทำแบบนี้ไง แค่นี้ไม่รู้เหรอ”
“จ…จะไปรู้ได้ไงฟะ!! ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ” มือซึ่งบัดนี้เล็กและผอมบางกว่าแล้วพยายามยันเขาออกห่าง ทว่าใครจะยอมปล่อยง่ายๆ
“ทำไมฉันต้องฟังคำขอของนายด้วยล่ะ” อเมริกาเอ่ยเสียงร่าขณะฝังหน้าลงกับเรือนผมนุ่ม สายตาก้มมองคนในอ้อมกอด “อืม…ตื่นมาแล้วได้สิ่งที่ต้องการนี่มันดีจริงๆ”
“สิ่งที่ต้องการ พูดอะไรของนาย” คิ้วดกหนาขมวดมุ่นสงสัยขณะสองมือยังคงพยายามดันคนแรงช้างออกไปห่างๆ
“แอบหวังอะไรอยู่ล่ะ…แต่รับรองเราคิดไม่ตรงกันหรอกนะ” ดวงตาสีฟ้าใต้กรอบแว่นฉายแววกวนประสาทยั่วต่อมโมโหให้อีกฝ่ายได้ชะงัด
“ก็แล้วทำไมฉันต้องคิดตรงกับไอ้สมองแฮมเบอร์เกอร์อย่างนายด้วย หา!!” อังกฤษเงื้อแขนทุบไหล่อีกฝ่ายสุดแรง กระนั้นอเมริกาก็ยังหัวเราะ…หัวเราะที่สุดท้ายเขาก็ได้สิ่งที่หวัง
ไม่จำเป็นต้องแหงนมอง ได้โอบกอดโดยคุณหนีผมไปไหนไม่ได้
การไล่ตามคุณทัน ได้อยู่ในจุดที่เท่าเทียมกันมันช่างดีเหลือเกิน
แม้การรอคอยจะสร้างความทรมานเหลือใจ…แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่าไม่ผิดจากที่คาดจริงๆ
END
Postscipt : ครบ 4 ตอนแล้ว TOT ดีใจแต่......เหมือนไอ้ที่อยากเขียนบางจุดก็ยังไม่ได้ลงไปอยู่ดีเง้อออ ไม่รู้คนจะเกทกันมั้ยเนี่ยทำไมอัลฟ์ไม่บอกรักท่านอาเธอร์ออกไป จริงๆ อยากพูดให้มากกว่านี้นะตอนช่วงบทสุดท้ายแต่ใส่ไม่ได้ จริงๆ ให้สปอยก็แค่ อัลฟ์ไม่อยากบอกก่อนเพราะไม่อยากแพ้เท่านั้นล่ะนะ ฮ่ะๆ (คือจะรอให้อีกฝ่ายบอกก่อนล่ะมั้ง ฮ่าๆ)
เขียนตอนนี้แอบรู้สึกคาแรกเตอร์แต่ละคนคุมยากจริงๆ เพราะมีเหตุการณ์สามช่วง ส่วนตัวรู้สึกท่านอาเธอร์...ทำไมยิ่งแก่นิสัยกลับดูเด็กขึ้นล่ะนั่น 55 ส่วนคุณพี่เพิ่งเคยเขียนครั้งแรก รู้สึกว่ายากมากๆ สื่อไม่ค่อยจะถูกเลย แต่ก็ต้องใส่เพราะตอนแรกเขียนแบบอัลฟ์พล่ามคนเดียว โละทิ้งไปเพียบเลย เขียนยากอ่ะ ทั้งหมดสี่ตอนมา ตอนนี้แหละรู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้ดั่งใจ อยากให้ซึ้ง แต่ก็รู้สึกไม่สุด แต่ก็ไม่อยากเขียนอัลฟ์พร่ำเพ้อ T_T แก้ไปเยอะ ผสมข้อมูลมาเพียบก็ออกมาแบบนี้อ่ะเน้อ แหะๆ
จริงๆ ตั้งใจ 4 ตอนจบแต่สุดท้ายคงมีตอน 5 เป็นมุมมองท่านอาเธอร์มาปิดท้ายจนได้ เพราะความอยากเขียนชื่อตอน Isolation แท้ๆ....แต่อันนี้คงพักยาวจริงๆ แล้วค่อยเอามาลองเขียนวันหลัง แหะๆ กำลังคิดว่าอยากโปรยด้วยคำนี้ "ฉันรักเธอ...แม้จะไม่ได้มา แต่ก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งเคยได้ครอบครอง" >>>> แต่รู้สึกท่านอาเธอร์จะกลายเป็นรุก เลยคงไว้คิดกันวันหลังใช้คำไรดีหว่า
พล่ามด้วยความเปื่อย =q=
)
ท่านอาเต้อน่าร๊ากกก ทุบตีเข้าไป ด่าเข้าไปอีกค่ะ
พอได้มายืนในฐานะที่เท่าเทียมกันแล้ว ดูเหมือนอังกฤษจะสลัดมาดพี่ชายไปเป็นคนรักขี้งอนนิดๆเลยค่ะ คู้คุคุ
#1 By Asana Fay on 2008-11-27 09:08