I need you like a heart needs a beat (Hetalia Fanfiction)
posted on 28 Dec 2008 01:47 by chibiแฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Title : I need you like a heart needs a beat
Pairing : ซูซัง x ฟิน
Rate : ใสกิ๊ง (จริงๆ นะ)
Preface : เป็นฟิคที่ลงดีเลย์ช่วงคริสต์มาสแต่คงยังไม่พ้นบรรยากาศล่ะมั้ง ^^
.
.
.
-- ไม่เคยน้อยลงมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน --
มีไม่กี่ครั้ง หรือแทบจะไม่มีเลยที่เขาจะหัวเสียอย่างไม่มีเหตุผล
ทว่า...บางทีอาจจะต้องขอยกเว้นเฉพาะช่วงเวลานี้
เกล็ดน้ำแข็งสีขาวร่วงหล่นจากท้องฟ้าปกคลุมผืนดินอันว่างเปล่า ค่ำคืนเหมันต์นี้ยังคงดำเนินต่อไป แม้จันทร์เพ็ญถูกลักซ่อนด้วยหมู่เมฆ หากหิมะซึ่งโปรยปรายนั้นกลับส่องประกายให้ทุกหนแห่งดูขาวโพลนงามจับตา
หิมะยังคงตกลงมาเรื่อยๆ ลมเหนือยังคงพัดพา มีบ้างบางครั้งเธอจะแวะทักทายผู้คนด้วยการเคาะบานหน้าต่างสั่นกระทบดังกึกๆ อากาศยามนี้นั้นหนาวเย็นจนจับขั้วหัวใจ ทว่าในบ้านหลังน้อยนั้นกลับอบอุ่นด้วยเปลวไฟจากเตาผิงซึ่งลุกโชติช่วง
แน่ล่ะ...ความอบอุ่นจนร้อนดังกล่าวบางทีอาจเกิดจากอารมณ์ว้าวุ่นของชายซึ่งนั่งกอดอกขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ยอย่างที่ปกติไม่เคยทำมาก่อน
“เฮ่อออ...”ชายหนุ่มผมสีทองซีดระบายลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน นัยน์ตาสีอเมทิสต์มองกองจดหมายของเด็กๆ ซึ่งส่งมาจากทั่วโลกอย่างวิตกกังวล
ก็เป็นเรื่องที่ทำประจำอยู่ทุกปีหรอกนะ แต่แค่ปีนี้...ไม่รู้ควรจะโทษภาวะโลกร้อนดีหรือเปล่า สภาพอากาศแปรปรวนจึงพาลส่งผลกระทบให้จดหมายของเด็กๆ บางส่วนเดินทางมาล่าช้า งานที่คาดว่าจะเสร็จก็เลยมีอันต้องล่าช้ากว่ากำหนด และเป็นเหตุให้เขายังคงง่วนอ่านจดหมายซึ่งกองท่วมโต๊ะอยู่ ณ ตอนนี้ทั้งที่อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสแล้วแท้ๆ
พูดให้ง่ายขึ้นตอนนี้จะเรียกว่าเป็นภาวะวิกฤติก็คงจะไม่ผิดเท่าไร นึกเสียดายว่าตอนประชุมโลกคราวก่อน เขาควรจะสนับสนุนแนวคิดของอเมริกาให้รู้แล้วรู้รอด (หรือเปล่านะ?)
ฟินแลนด์พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัวเพ่งสมาธิไปยังจดหมายหลากสีสันแทน อันที่จริงจดหมายพวกนี้จะยกยอดไปปีหน้าก็คงไม่มีใครถือโทษอะไรเขา ทว่าพอนึกถึงใบหน้าของเด็กๆ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตารอคอยของขวัญจากซานต้า ชายหนุ่มร่างเล็กก็ต้องสะบัดหน้าแรงๆ สองสามทีหยิบจดหมายมาตั้งหน้าตั้งตาอ่านต่ออย่างไม่ยอมแพ้
เฉพาะวันคริสต์มาสเท่านั้น ที่เขาไม่อยากให้เด็กคนไหนต้องทำหน้าผิดหวัง...
ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายมาขัดขวาง แต่เขาก็อยากจะทำหน้าที่ซานต้าของเด็กๆ ให้ดีที่สุด
เพราะฉะนั้นกะอีแค่กองภูเขาจดหมายพวกนี้...
“ฟิน...”
“วะ...หวา!!” ฟินแลนด์สะดุ้งโหยงทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มเนิบดังขึ้นจากเบื้องหลัง ใบหน้าอ่อนเยาว์เหลียวหันไปมองที่มาของเสียงและภาพแรกที่ปะทะเข้าอย่างจังก็ทำให้ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง
“ว้าก!!! ว้ากกก!!! ว้ากกก!!!” เรียวปากบางร้องออกมาไม่เป็นภาษาเมื่อภาพที่เห็นคือใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ลอยเด่นท่ามกลางแสงสลัวในความมืด
มือใหญ่หนาเอื้อมมาแตะบ่าคนสติหลุดเบาๆ ทันทีที่สัมผัสคนขี้ตกใจจึงเริ่มตั้งสติได้ “อ่า…ซูซังเองเหรอครับ”
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กว่าถึงสิบสองเซนไม่พูดอะไร ท่าทีเยือกเย็นนั้นช่วยการันตีว่านี่แหละซูซังตัวจริง ของแท้ไม่ใช่ผี วิญญาณหรือราชินีหิมะปลอมตัวมาหลอกเขาเป็นแน่แท้ ฟินแลนด์ปาดเหงื่อทั้งที่อากาศข้างนอกออกจะหนาว “ขอโทษที่ร้องเสียงดังแบบนั้นออกไปนะครับ ว่าแต่นี่ก็เลยเที่ยงคืนแล้วซูซังยังไม่นอนอีกเหรอ”
นัยน์ตาสีเทอร์ควอยส์เขม้นมองให้คนถามชะงักไปเล็กน้อย คงเพราะอยู่ด้วยกันมานานคนร่างเล็กจึงพอคาดเดาออกว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร “เอ่อ...ผมยังไม่นอนหรอกครับ ยังเหลือจดหมายที่ต้องอ่านอีกตั้งเยอะน่ะ”
“เดี๋ยวไม่สบายหรอก...” ประโยคที่ค่อนข้างยาวกว่าปกติสร้างความตกใจให้ฟินแลนด์ไม่น้อย
“อดนอนแค่สองสามวันไม่ทำให้ผมล้มหมอนนอนเสื่อหรอกครับซูซัง” ทั้งที่อธิบายไปแบบนั้นแต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าสองสามวันมานี้นอกจากจะไม่ได้นอนแล้วบางทียังมีอาการปวดหัวจี๊ดจนอยากอาเจียนมาเป็นของแถมด้วย กระนั้นด้วยสปิริตอันแรงกล้าที่มีต่องานคนมีหน้าที่จึงยืนกรานแข็งขัน
บรรยากาศกดดันแล่นวูบขึ้นมาให้คนปฏิเสธหนาววูบไปชั่วขณะ นัยน์ตาสีม่วงครามแหงนมองคนที่มักเอาแต่ทำหน้าปั้นปึ่งอยู่เสมอด้วยความแปลกใจ
“ไว้วันหลังเถอะ...เข้านอนได้แล้ว” มือแข็งแรงฉวยข้อมือเขาซึ่งยังสับสนให้เดินตาม ทั้งที่อยู่ด้วยกันสนิทสนมรู้จักกันมาหลายร้อยปีซูซังไม่เคยบังคับเขาแบบนี้มาก่อนแท้ๆ
“ด...เดี๋ยวก่อนครับซูซัง ผ...ผมไม่” ทั้งที่พยายามปฏิเสธแล้วแท้ๆ หากน้ำเสียงห้วนสั้นก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ฉันไม่อยากเห็นนายป่วย”
ทั้งที่รู้ดีว่าคำพูดนั้นแฝงด้วยความห่วงใยทว่าคนฟังกลับขมวดคิ้วมุ่น “ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะครับซูซัง...”
นัยน์ตาสีน้ำเงินอมเขียวมองผ่านกรอบแว่นราวกับพินิจพิจารณา และเพียงเสี้ยววินาทีเรี่ยวแรงมหาศาลก็ฉุดเขาให้เดินต่อ ไร้ซึ่งคำพูดราวกับตัดสินให้แล้วว่าเขาสมควรได้รับการพักผ่อน
อะไรกัน? ท่าทีแบบนี้น่ะ? ฟินแลนด์นึกฉุนไม่สบอารมณ์ ยิ่งพอเหลือบมองกองจดหมายที่ยังไม่รับการเปิดอ่าน อาการปวดหัวก็แล่นปลาบ ทิฐิและอารมณ์ก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลผลักดันให้มือผอมบางสะบัดมืออีกฝ่ายทิ้งในวินาทีนั้น
“ฟิน...” ดูเหมือนซูซังจะตกใจไม่น้อยที่เห็นเขาทำแบบนี้ (ถึงแม้ขนคิ้วจะแทบไม่กระดิกสักเส้นก็เถอะ)
แต่จะทำไมล่ะ...ที่ซูซังทำมันเกินไปนี่นา
“ผมอาจจะหักโหมก็จริง แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดดูแลตัวเองไม่ได้นะครับ ที่สำคัญผมไม่ชอบที่ซูซังมาคิดตัดสินใจแทนผมไปซะทุกเรื่องแบบนี้ด้วย นี่เป็นงาน เป็นหน้าที่ของผมยังไงช่วยอย่ามาก้าวก่ายจะได้มั้ย” ถ้อยคำพรั่งพรูออกจากปากไม่อาจยั้งไว้ได้ หากเมื่อพูดไปถึงประโยคสุดท้ายเจ้าของคำพูดก็ชะงักรีบยกมือปิดปาก
ตายล่ะ...นี่เราพูดเกินไปหรือเปล่า นัยน์ตาสีท้องฟ้ายามเย็นฉายแวววิตกขณะแหงนหน้าขึ้นมอง
“...” สีหน้าถมึงทึงแผ่รังสีมาคุทำให้คนปากดีเมื่อครู่ชักนึกเสียใจที่พูดจาใช้อารมณ์ ชายหนุ่มร่างเล็กรีบอธิบายเป็นพัลวัน
“เอ่อ...ผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าซูซังนะครับ ต...แต่ เผอิญช่วงนี้งานยุ่งเลยอาจอารมณ์เสีย หงุดหงิดไปบ้าง ง่า...เอาเป็นว่าผมรู้ว่าซูซังหวังดีนะครับ คือ...”
“เข้าใจแล้ว...”
“อ...” คำอธิบายที่ตระเตรียมมาเป็นอันต้องสะดุดเมื่อน้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยแทรก ใบหน้าถมึงทึงเมื่อครู่มาตอนนี้กลับพยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ปัง...
บานประตูปิดลง เสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างมีจังหวะค่อยๆ เบาลง...เบาจนแทบไม่ได้ยิน เหลือเพียงแต่เสียงบานหน้าต่างที่สันไหวเพราะแรงลม
และตัวเขาที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กลางห้องเท่านั้น...
---------------
ผ่านมาหลายร้อยปีนับตั้งแต่พบกันครั้งแรก ไม่เคยมีสักครั้งที่ซูซังจะโกรธเขา ---
แต่บางทีครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรกก็ได้
“ฟันธงเลยครับว่าโกรธแหงๆ” เด็กน้อยในชุดกะลาสีกล่าวด้วยท่าทีมั่นใจอย่างล้นเหลือ
“อาจจะไม่ก็ได้มั้ง...” ฟินแลนด์ค้านเสียงเบา ขณะวางแพนเค้กลงตรงหน้าซีแลนด์
“แต่ผมว่าปะป๊าโกรธนะครับ คิดดูสิเขาเป็นห่วงมะม๊าฟินขนาดนี้ แต่มะม๊ากลับไปต่อว่าปะป๊าแบบไม่มีเหตุผลเฉยเลย” เด็กน้อยอธิบายเจื้อยแจ้วขณะราดน้ำผึ้งลงบนแพนเค้กอย่างมีความสุขตรงข้ามกับคู่สนทนาอย่างสิ้นเชิง
ถูกอย่างที่ซีแลนด์ว่า จะคิดกี่ตลบ เขาก็ไม่น่าไปต่อว่าซูซังจริงๆ น่ะแหละ ให้ตายเถอะ เมื่อวานทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นออกไปนะ ปกติเขาไม่เคยหัวเสีย หงุดหงิดอย่างนี้เลยนี่นา ถึงจดหมายบนโต๊ะจะเคยท่วมล้นห้องมาก่อนเขาก็ไม่เคยเอาอารมณ์ไปลงใส่ซูซังสักครั้ง
“แล้วสองวันมานี้ปะป๊าก็ไม่เข้ามาคุยหรือโผล่หน้ามาให้เห็นใช่มั้ยครับ อย่างนี้ก็เห็นชัดเลยว่าโกรธชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยตรงหน้ายิ่งตอกย้ำให้ในอกปวดหนึบ ซูซังไม่โผล่หน้ามาให้เขาเห็นจริงๆ ไอ้เรื่องไม่เข้ามาคุยน่ะไม่เท่าไรหรอก ปกติซูซังก็พูดกับเขาแต่ละวันก็แทบจะนับคำได้อยู่แล้ว แต่เรื่องไม่เห็นหน้ากันเนี่ยสิ...ให้ตายเถอะเขาไม่คุ้นชินกับความรู้สึกแบบนี้เอาซะเลย
“สรุปมะม๊าฟินก็คิดเหมือนผมใช่ม๊าว่าปะป๊ากำลังเคืองอยู่ งี้มะม๊าฟินจะทำยังไงล่ะครับ” คำถามจี้ใจดำออกจากปากของซีแลนด์หลังจากจัดการแพนเค้กแผ่นสุดท้ายลงท้อง
“วันนี้ซีแลนด์ไม่ไปนั่งดูทีวีเหรอ” ฟินแลนด์พยายามส่งยิ้มบางๆ เลี่ยงทว่าเด็กชายกลับส่ายหัวด๊อกแด๊ก
“ไม่ล่ะครับ ผมว่าเรื่องของมะม๊าฟินน่าสนุกกว่าตั้งเยอะ”
ช่างเป็นเด็กที่ร่าเริงได้ทุกสถานการณ์จริงๆ ฟินแลนด์ถอนหายใจหนึ่งเฮือก “ก็คงไม่ทำอะไร...อย่างน้อยก็ตอนนี้มั้ง...”
“เอ๋...ทั้งที่ปะป๊ากำลังโกรธอยู่นะครับ” ดวงตากลมโตฉายแววฉงนสงสัย
“ก็งานยังไม่เสร็จ มีอะไรต้องจัดการอีกตั้งเยอะนี่นา” เมื่อวานเพราะทะเลาะกับซูซัง จดหมายทั้งหมดถึงเพิ่งอ่านเสร็จเมื่อเช้า หลังจากนี้เขายังต้องตระเตรียมของเล่น ห่อของขวัญให้พวกเด็กๆ อีก เรื่องจะมาปรับความเข้าใจกับซูซังในตอนนี้มันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยนี่นา
“โห! แบบนี้ปะป๊าไม่น่าสงสารแย่เหรอครับ” คำพูดซื่อๆ โพล่งออกมาไม่เกรงใจ
“ก...ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ นี่นา แต่...ซูซังก็คงเข้าใจมั้ง” คำแก้ตัวสุดท้ายเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน นัยน์ตาสีม่วงครามหลุบลงต่ำไม่ยอมสบมองเจ้าหนูจำไมตรงหน้า
“ทั้งที่ไม่ได้คุยกันแล้วจะเข้าใจกันได้ยังไงอ่ะครับ”
คำถามง่ายๆ หากฟินแลนด์กลับจนปัญญาจะตอบ นั่นสิ...ไม่ได้คุยกัน เป็นเวลากี่ร้อยปีแล้วไม่รู้นับแต่ที่หนีออกมาจากเดนมาร์คด้วยกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้ดี และเขารู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่กับซูซัง ทว่าระหว่างพวกเราน้อยครั้งนักที่ความคิดจะเชื่อมต่อกันด้วยคำพูดอยู่ดี...
แต่ถ้าแบบนั้นซูซังก็เป็นฝ่ายเริ่มก่อนไม่ใช่เหรอ หมอนั่นพูดจาแทบจะนับคำกับเขาเอง ไอ้เรื่องที่ว่าถ้าไม่คุยกันจะเข้าใจกันได้ยังไง เขาน่าจะเป็นฝ่ายพูดประโยคนี้มากกว่าด้วยซ้ำ
ทั้งที่เป็นแบบนั้น ที่ผ่านมาพวกเราต่างเข้าใจ รู้ใจกันได้อย่างไรนะ?
คำถามวนเวียนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิ้วทั้งสิบจิกลงผิวเนื้อด้วยความไม่เข้าใจท่วมท้นในอก เพราะอาการปวดหัว หรือเพราะเรื่องมันเนิ่นนานแล้ว สมองจึงชาหนึบไม่อาจนึกย้อนความทรงจำเก่าๆ ได้
ให้ตายเถอะ...ทำไมตอนนี้จู่ๆ ถึงนึกไม่ออกขึ้นมาล่ะ
“มะม๊าฟินครับ...ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะ” มือน้อยๆ กระตุกแขนเสื้อเขาเบาๆ คิ้วดกหนาขมวดเป็นโบ ดวงตากลมโตฉายแววกังวลระคนห่วงใย
“ไม่มีอะไรหรอกซีแลนด์ ฉันแค่ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ” ฟินแลนด์รีบเปลี่ยนเรื่องแทบจะทันควัน มือขาวเนียนลูบศีรษะเด็กน้อย “ไปนั่งดูทีวีเถอะครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปทำงานก่อนดีกว่า”
ทำงานงั้นเหรอ...เขาไม่อยากตระเตรียมของขวัญให้เด็กๆ ด้วยความรู้สึกแบบนี้เลย ทั้งที่ควรจะนึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ ระหว่างที่จัดของขวัญลงกล่อง ผูกโบสวยๆ ใส่ความปรารถนาดี และคำอธิษฐานแก่ผู้ที่ได้รับของขวัญ
แต่ทำไมเวลานี้ภาพเดียวที่อยู่ในหัวของผมถึงต้องเป็นใบหน้าไร้อารมณ์ของซูซังด้วย
ตอนนี้...ซูซังกำลังคิดอะไรอยู่นะ
โกรธหรือเปล่า เสียใจที่ผมพูดจาแบบนั้นออกไปไหม หรือว่าไม่ได้คิดอะไร
บ้าจริง ทำไมผมถึงนึกไม่ออกที่ผ่านมาผมเข้าใจความคิดของซูซังมาตลอดได้ยังไง
บางที...สงสัยผมคงไม่สบายเอามากๆ อย่างที่ซูซังว่าไว้จริงๆ
---------------
หิมะยังคงร่วงหล่นจนหากเหยียบย่างผืนดินตอนนี้คงบังเกิดเป็นรอยเท้า ช่างเป็นฤดูที่ไม่เหมาะกับการอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพังเหลือเกิน โดยเฉพาะเหลืออีกสองวันก็จะถึงวันคริสต์มาสแบบนี้ด้วย
“เสร็จสักที...” ฟินแลนด์เอ่ยกับตัวเองขณะจัดการห่อของขวัญชิ้นสุดท้าย พรุ่งนี้เช้าใส่ลงเทียมเลื่อนจากนั้นตกกลางคืนก็ออกเดินทางปฏิบัติภารกิจได้แล้ว ชายหนุ่มร่างบางมองข้าวของที่ได้รับการตระเตรียมอย่างพึงพอใจก่อนจะทิ้งตัวลงกับโซฟานุ่ม
ทั้งที่ปกติทุกปีเวลาที่เขาเตรียมการเฉลิมฉลองเสร็จเรียบร้อย หัวใจเขามักจะตื่นเต้นพองโตเหมือนกับเด็กๆ ที่แขวนถุงเท้ารอคอยซานต้า แต่มาปีนี้สิ่งเดียวที่เขารู้สึกในเวลานี้กลับมีเพียงแต่ความเงียบ และความโดดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เป็นเพราะทะเลาะกับซูซังงั้นเหรอ ถึงได้เหงาแบบนี้
“บ้าน่า...จะเป็นไปได้ยังไง” ฟินแลนด์ค้านกับตัวเองทันควันก่อนจะเอนตัวลงซุกใบหน้ากับหมอนอิง ผ้าแพรเนื้อเรียบลื่น ความเหนื่อยล้าตลอดอาทิตย์ทำให้ความง่วงงุนครอบงำได้ไม่ยาก
...พูดเหมือนกับว่าเราไม่เคยแยกห่างกับซูซัง ควรจะพูดว่าเดี๋ยวนี้ยังดีกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ เรื่องคราวนี้ก็เป็นแค่การทะเลาะกันเล็กน้อยเท่านั้นเอง
แต่...การอยู่คนเดียวในช่วงเวลาคริสต์มาสเป็นแบบนี้เองเหรอ
ไม่ดีเลย ไม่ชอบเอาซะเลย ยิ่งมีอาการปวดหัวจี๊ดๆ พ่วงมาด้วยยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่
อา...ถ้าซูซังอยู่ข้างๆ ตอนนี้ด้วยก็คงจะดีหรอก
แต่ว่า...เรื่องเพ้อฝันแบบนั้นจะเป็นไปได้ที่ไหนกัน
กิ่งไม้ในเตาผิงแตกปะทุส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ ท่ามกลางความเงียบ ทั้งที่เปลวไฟร้อนแรงกำลังส่องสว่างให้ความอบอุ่นทว่าร่างซึ่งนอนอยู่บนโซฟากลับรู้สึกหนาวสะท้าน แม้จะเข้าสู่นิทรารมณ์ทว่าเหงื่อเม็ดน้อยๆ กำลังผุดซึมบนใบหน้าซึ่งขาวซีด
“อือ...” คนไม่สบายนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายด้วยพิษไข้ซึ่งสั่งสมมานานรุมเร้า อาการปวดหัวไปถึงฆานประสาททำให้เจ้าตัวไม่อาจสังเกตเห็นเงาดำที่ทอดยาวลงมาทับร่างของเขา
ใบหน้าซึ่งเยือกเย็นเสมอยังคงเรียบเฉยดุจผิวน้ำแข็ง จะมีเพียงนัยน์ตาสีน้ำเงินอมเขียวเท่านั้นที่สะท้อนแววสำนึกผิดเสียใจอยู่เปี่ยมล้น
มือใหญ่หนาช้อนร่างคนป่วยขึ้นมาจากโซฟา ร่างนั้นเบาหวิวจนคนอุ้มต้องโอบกระชับประคองอย่างหวงแหนก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องไปทีละก้าวอย่างมั่นคง
ตึก...ตึก...
เสียงอะไรน่ะ...
ตึก...ตึก...
เสียงนี้มาจากไหน ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยชวนให้สงบใจอย่างประหลาด
ตึก...ตึก...
เป็นจังหวะที่เนิบนาบ แต่ก็อบอุ่น ให้ความรู้สึกมั่นคงเหลือเกิน
ท่ามกลางสติอันเลือนราง ใบหน้าขาวซีดซึ่งบัดนี้แดงระเรื่อเพราะพิษไข้เอนซบลงกับแผ่นอกกว้าง ได้แต่ปล่อยความคิดให้ล่องลอยแม้ขณะที่แผ่นหลังสัมผัสกับผืนเตียงนุ่มสบาย นัยน์ตาสีม่วงครามหลับพริ้มขณะที่มือใหญ่หนาแตะหน้าผากเขาจับดูอาการไข้
“อืม...” ฟินแลนด์ครางในลำคอเบาๆ เมื่อสัมผัสนุ่มๆ แตะเข้าที่ริมฝีปาก หยาดน้ำชุ่มชื้นไหลผ่านลงสู่ลำคอพร้อมกับอะไรบางอย่าง แวบหนึ่งเขานึกอยากปฏิเสธทว่าข้อมือกลับถูกตรึงไว้ด้วยสัมผัสอันอ่อนโยน
ทั้งที่ภาพตรงหน้ามืดสนิทแต่ในสมองเขากลับหมุนคว้าง อาการปวดหัวคล้ายจะทุเลาลงแทนที่ด้วยสติสัมปชัญญะซึ่งลอยห่างออกไปไกลขึ้นทุกที
“ซูซัง?...” เปลือกตาบางพยายามฝืนลืมขึ้นอย่างยากลำบาก หากสิ่งที่เห็นมีเพียงเงาพร่าเลือน
ไม่เอานะ...อยู่ข้างๆ ผมเถอะ
ความคิดคนึงผุดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล...เช่นเดียวกับที่มือผอมบางพยายามเหยียดคว้ายึดเหนี่ยวอีกฝ่ายเอาไว้
ตึก...ตึก...
อา...เสียงนั้น แม้กระทั่งช่วงเวลาที่หลับอยู่ผมก็ยังคงได้ยินเสียงนั้นอยู่ใช่มั้ย?
---------------
รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือนอย่างรวดเร็ว ราชินีหิมะเดินทางไปสู่เมืองอื่นแล้วทิ้งไว้แต่หิมะกองสุมและท้องฟ้าสว่างไร้เมฆหมอก ทั้งที่ควรเป็นเช้าอันสดใสให้สมกับค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่สิบชั่วโมง
“ว้ากกกก!!!!”
ทว่าสิ่งแรกที่ต้อนรับการมาเยือนของอากาศแจ่มใสกลับเป็นเสียงตะโกนแหกปากไปซะได้ ฟินแลนด์รีบยกมือปิดปากพยายามระงับไม่ให้หัวใจตัวเองเต้นรัวแรง ก่อนจะหันกลับไปสบตากับสิ่งที่เขาเห็นอีกครั้ง
นัยน์ตาสีเทอร์ควอยส์ยังคงจ้องมองเขาอย่างขวางโลกเช่นเดิม แต่พอตั้งสติมองอีกรอบไม่ยักรู้สึกตกใจเท่าคราวแรก ฟินแลนด์ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆ
“ขอโทษครับ...พอดีตกใจไม่คิดว่าซูซังมานอนอยู่ข้างๆ”
“…” ไม่มีคำพูดใดๆ แต่เมื่อสายตาฟินแลนด์เหลือบมองลงต่ำก็ได้พบคำตอบ
“อ่า...ขอโทษด้วยครับ” ฟินแลนด์ตอบเสียงอ่อยขณะปล่อยมือคนที่ตัวเองเผลอกุมไว้ตลอดคืนแทบไม่ทัน ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ ก็แค่เมื่อคืนไม่สบายมากๆ เท่านั้นเอง
บรรยากาศอึดอัดที่มีชื่อว่าความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง ฟินแลนด์เหลือบมองคนที่นอนนิ่งไม่ยอมลุกไปไหนอย่างกล้าๆ กลัวๆ
นี่เป็นโอกาสไม่ใช่เหรอ...ถ้าจะขอโทษซูซังก็ต้องตอนนี้น่ะแหละ ฟินแลนด์กำมือแน่นก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าเผชิญออกไปตรงๆ
“ขอโทษนะ...” เสียงที่เปล่งออกมายังความแปลกใจให้กับชายหนุ่มร่างเล็ก ด้วยมีอีกเสียงหนึ่งซ้อนทับขึ้นมา
ซูซัง...?
มือใหญ่หนารั้งร่างอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้ อุณหภูมิของร่างกายที่ถ่ายทอดให้กันชวนให้รู้สึกขัดเขิน เมื่อฟินแลนด์เงยหน้า ลมหายใจอุ่นๆ ก็แตะเข้าที่หน้าผากของเขา
“ไม่มีไข้แล้วนะ...” คำถามที่เต็มไปด้วยความห่วงหาทำให้เข้าใจได้ทุกอย่าง เรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน
“เอ่อ...ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะครับ” ฟินแลนด์เอ่ยกระซิบ หลุบตาลงต่ำไม่กล้าสบตาขณะถามออกไป “ซูซังรู้อยู่แล้วใช่มั้ยครับว่าผมไม่สบายเอามากๆ”
ไม่มีคำตอบนอกจากอ้อมแขนที่โอบกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม
“ที่บอกเข้าใจแล้ว ความจริงก็คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ใช่หรือเปล่าครับ”
“…”
“แล้วที่ไม่พูดอะไร จริงๆ ก็มีโกรธผมบ้างใช่มั้ย ไม่สิ...ตลอดเวลาที่ผ่านมาบางทีคุณอาจจะโกรธผมที่ทำตัวไม่ได้เรื่องอยู่หลายครั้งหรือเปล่าครับ...”
ไม่มีคำพูดเชื่อมโยงระหว่างเรา สิ่งที่ซูซังทำนั้นมีเพียงแค่ลูบศีรษะเขาก่อนจะกดให้เอนซบลงกับแผ่นอกกว้าง
ตึก...ตึก...
จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคงไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดร้อยปีเป็นคำตอบให้แก่ฟินแลนด์ทุกอย่าง ไร้ซึ่งถ้อยคำ มีเพียงสายตาทอดมอง
กับเสียงเต้นของหัวใจที่พร่ำบอกว่าต้องการเขามากแค่ไหน...
“...เข้าใจแล้วครับ แล้วก็ขอโทษด้วย” นัยน์ตาสีท้องฟ้ายามเย็นแหงนมองใบหน้าที่เรียบเฉยดั่งรูปปั้น กระนั้นมือผอมบางก็ยังคงโอบกอดอีกฝ่ายไว้ รอยยิ้มระบายบนใบหน้าอย่างเปี่ยมสุขราวกับจะยิ้มแทนส่วนของคนตรงหน้า
นั่นสินะ ทำไมถึงลืมไปได้ เสียงที่เป็นความจริงใจซึ่งมีให้มาตลอด เสียงที่ได้ยินนับตั้งแต่วันแรกที่ซูซังกอดเขาท่ามกลางคืนอันหนาวเหน็บ...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเสียงหัวใจของซูซังก็ไม่เคยโกหกเขา
เสียงที่สามารถแทนถ้อยคำนับล้าน แทนภาษาใดๆ บนโลกได้ทั้งหมด
ขอโทษครับที่ลืมอย่างไม่น่าให้อภัย
“ฟิน...” แค่เพียงเขาเรียกชื่อ หัวใจก็เต็มตื้นด้วยความยินดีราวกับได้รับของขวัญวันคริสต์มาส
“ขออยู่อย่างนี้อีกพักหนึ่งนะครับ”
ผมเป็นซานต้าที่ใช้ไม่ได้ รู้ว่าไม่ดีแต่อยากจะอยู่ด้วยกันแบบนี้กับซูซังอีกสักหน่อย อยากจะซุกอกกว้างฟังเสียงนี้อีกนานๆ
เสียงที่บอกว่ารักผม...
ไม่เคยน้อยลง...มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
END
Postscript : กรี๊ดดดดดดดดดด จบแล้วๆๆ >< หวานเลี่ยนน้ำตาลกระจุยเหลือหลาย แถมยาวเกินหน้าเบย์เอย์อีก อ่อกก ความจริงพลอตนี้อยู่ในหัวมานานมากแล้ว (เห็นแบบนี้คู่ซูซังเป็นคู่ที่เราชอบเป็นอันดับสามนะ >< ก็ซูซังน่ารักออกจะตายนี่นา) เรื่องมาจากคำที่เป็นชื่อเปิดเรื่องน่ะแหละค่ะ ได้มาจากอ่านนิยายแจ่มใส อ่านแล้วชอบประโยคนี้แฮะ ก็มาคิดว่าคู่ไหนเหมาะกับประโยคนี้พอเอามาบวกกับเพลง Heartbeat ของ Tahiti80 เลยได้คอนเซป เสียงหัวใจเต้นคือเสียงของความรัก (อยากเอามาใส่ประกอบแต่ขี้เกียจละ แต่เนื้อเพลงเราว่าเหมาะกับซูซังมากๆ 55+)แน่ล่ะ เหมาะกับคนไม่ค่อยพูดอย่างซูซังดีอ่ะ =w= ความจริงแต่งมาทั้งหมดก็แค่อยากเขียนตอนจบของเรื่องเท่านั้นแหละ 55+ แต่กว่าจะต่อพลอตทั้งหมดออกมาได้ คิดใหม่ทำใหม่ จนเอาพลอตคริสต์มาสมาประยุกต์เนี่ยแหละค่ะ แหะๆ ^^”
เขียนจริงๆ ตอนแรกคิดว่าเขียนซูซังคงยากสุด แต่กลับเป็นว่าฟินแลนด์ยากกว่าแฮะ เพราะซูซังแทบไม่ต้องทำอะไรกร้ากกก ถ้าทำผิดคอนเซปคาแรกเตอร์ไปก็ต้องขออภัย แค่ให้คู่นี้ทะเลาะกันเราก็ลำบากใจมากมาย เพราะคนอย่างซูซังเนี่ยนะจะโกรธฟิน (มีแต่อึ้งทึ่งกับฟินแลนด์เซนส์สิไม่ว่า 55+) Edit : จะมีคนหลงเข้ามาอ่านมั้ยนะ รู้สึกฟิคตัวเองยังสื่อไม่ค่อยถูกแฮะ จริงๆ ในเรื่องซูซังไม่ได้โกรธอะไรฟินนะคะ ^^" ที่บอกเข้าใจแล้วก็คือเข้าใจจริงๆ มีแต่ฟินคิดไปเองน่ะค่ะ (ขอโทษที่บรรยายไม่เคลียร์อ่ะ เง้อ) หรืออย่างฟินเนี่ยนะจะหัวเสียเป็นกับเขาด้วย (ก็ได้มุกนี้มาจาก 26 คำถามเนี่ยแหละค่ะ 55+) ไหนจะเขียนถึงซีแลนด์อีก เฮ่อออ แต่ได้เขียนถึงแล้วดีจัง ได้เขียนอันดับ 1 กับ 3 แล้วคู่ที่สองอย่างลุดวิคเฟลี่ จะมีวันได้เขียนกับเขามั้ยนะ? แต่รั่วอย่างเฟลี่เขียนยากอ่ะ สงสัยเป็นเรื่องของอนาคตยาวไกล(มากกก)ล่ะมั้ง ฮ่ะๆ
สุดท้ายขอบคุณคุณ Bel สำหรับข้อมูลรายละเอียดนะคะ ^^ กับ...ไม่รู้คิดไปเองคนเดียวมั้ยนะ เวลาเขียนคู่นี้บางซีนเหมือนมันชวนให้คิดลึกติดเรทยังไงไม่รู้สิ ,,-_-,, (แอบสารภาพว่าในคู่ทั้งหมด ซูซังกับฟิน เป็นคู่ที่เราอยากอ่านฉาก NC สุดนะ 55+ ไม่รู้ทำไม)
Edit :
เห็นคอมเม้นบางคนติดจะงงๆ เรื่องที่ซีแลนด์เรียกซูซัง กับฟิน เป็น ปะป๊ากับมะม๊าฟิน เลยมาเขียนเพิ่มแล้วกันค่ะ คือในเวบหลัก ที่เป็นตอนเนื้อหาของซีคุงเนี่ย จะเป็นตอนที่ซีคุงขายตัวเองให้ออคชั่นทางเนทแล้ว ซูซังจะเป็นประเทศที่ bid ซื้อไปน่ะค่ะ เพราะงั้นในเวบหลัก ซีคุงจะเรียกซูซังว่า papa ค่ะ ซึ่งซีคุงเลยมีบทบาทเหมือนเป็นลูกชายให้คู่นี้โดยปริยายเน้ออ
แต่ตรงส่วนที่ซีคุงเรียก มะม๊าฟิน นี่มาจากเวบแฟนฟิคเขาให้ซีคุงเรียกฟินแบบนั้นค่ะ (เวบหลักยังไม่มีพูดถึง) ซึ่งข้อมูลการเรียกตรงนี้ต้องขอบคุณคุณ Bel ที่ช่วยอธิบายมาให้ค่า ^O^

วันนั้นของเดือนเหรอคะ (ฮา)
ฟินจังผู้เอาการเอางาน(?)แถมด้วยป่วยอย่างโมเอ้นี่ยังไงก็ละสายตาไปไม่ได้ใช่มั้ยคะซูซัง
ชอบคาแร็คเตอร์ซีคุงมากๆเลยค่ะ ที่เรียกว่า ปะป๊า กับ มะม๊าฟิน ให้ความรู้สึกเหมือนครอบครัวสุขสันต์ คุณพ่อเงียบขรึมแต่ใจดี คุณแม่อ่อนโยน คุณลูกน่ารักร่าเริงเลยค่ะ
ซูซังเท่>w<
#1 By +:+:+ミーピン+:+:+ on 2008-12-28 10:02