[APH] The Way I Say I ♥ You [Hetalia Fanfiction]
posted on 13 Jan 2009 03:20 by chibiแฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Title: The Way I Say I ♥ You
Pairing: Alfred x Arthur
Rate: ใสกิ๊งเช่นเคย
Preface: อะไรดี…เรื่องไม่ค่อยมีอะไรอ่ะ ^^” เอาเป็นว่าแปะเลยแล้วกัน อ่อ ในเรื่องพอดีเป็นช่วงจิบิอัลฟ์ ในเมื่อเขาเขียนให้เรียกอังกฤษไม่ชัด ลงท้ายเลยเป็น อังกิด อ่ะเน้อ
.
.
.
อเมริกากำลังทำอะไรอยู่นะ ---?
อังกฤษนึกสงสัยขณะทอดมองเด็กชายตัวน้อยซึ่งกำลังนั่งหันหลังง่วนทำอะไรบางอย่างอยู่บนพื้น พอเอี้ยวตัวไปอีกนิดนัยน์ตาสีเขียวก็เหลือบเห็นมือน้อยๆ กำดินสอสีขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ
วาดรูปอยู่งั้นเหรอ…ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้ด้วยความใคร่รู้ตามประสาคุณพี่เห่อน้อง ทว่าเพียงแค่ก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าว พื้นไม้ก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดให้ร่างน้อยๆ สะดุ้งโหยงหันขวับมาทันที
“วาดอะไรอยู่น่ะอเมริกา…” อังกฤษถามพร้อมกับโน้มตัวเข้าไปใกล้ หากเพียงแค่ชะโงกมองเด็กชายก็คว้ากระดาษไปซ่อนไว้ข้างหลังพร้อมกับถอยห่าง
คนเป็นพี่หน้าเสียไปถนัดเมื่อเจอปฏิกิริยาแบบนี้เข้า คิ้วดกหนาขมวดมุ่น “ไม่อยากให้ฉันดูขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เปล่าฮะ คือ…” แก้มเนียนใสแดงเรื่อเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววว้าวุ่นชวนให้คนขี้ใจน้อยคิดมากขึ้นไปอีก
“ถ้าไม่อยากให้ฉันดูก็ช่างมันเถอะ ฉันก็ไม่ได้อยากดูมันมากนักหรอก” ใบหน้าหยิ่งทะนงเชิดขึ้นทั้งที่ต้องพยายามข่มความผิดหวังเอาไว้
“ไม่ใช่อย่างที่อังกิดคิดนะฮะ!!” ราวกับรู้ว่าในใจอีกฝ่ายคิดอะไร เด็กน้อยโพล่งออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มหน้าพูดเสียงเบา “คือผม…ยัง…ยังวาดไม่เสร็จฮะ”
วาดไม่เสร็จแล้วทำไมล่ะ…เขาก็แค่ขอดูเฉยๆ นี่นา ดูเสร็จแล้วจะวาดต่อก็ได้ไม่ใช่เหรอ อังกฤษได้แต่งุนงงหากความสงสัยก็อยู่ไม่นานเมื่ออเมริกาเดินเตาะแตะมาหาพร้อมกับยื่นกระดาษมาให้
“ม…ไม่เป็นไร ฉันไม่อยากดูแล้วล่ะ” มือใหญ่หนาโบกปฏิเสธขณะตอบเสียงตะกุกตะกัก
“ดูเถอะนะฮะ…” เด็กน้อยยังคงคะยั้นคะยอ ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายจนอังกฤษต้องเบือนหน้า
“ไม่ต้องหรอก เอากลับไปวาดต่อเถอะ นี่มันรูปของนาย ฉันไม่มีสิทธิจะยุ่งอยู่แล้วนี่นา”
“แต่ผมวาดให้อังกิดนะ!!”
คำโพล่งซึ่งทะลุกลางปล้องทำให้อังกฤษซึ่งคิดจะเดินหนีชะงัก นัยน์ตาสีเขียวเหลียวกลับมามองก่อนถามซ้ำราวกับคนไม่รู้ภาษา “วาดให้ฉัน?”
อเมริกาไม่ตอบคำถาม สิ่งที่เขาทำมีเพียงแค่คลี่ม้วนกระดาษออกพร้อมกับชูกระดาษขึ้นไปสุดแขนเพื่อคนสำคัญของเขาจะได้มองเห็นถนัดตา
ภาพที่ปรากฏสู่สายตายังความประหลาดใจมาให้กับอังกฤษเป็นล้นพ้น แน่นอนว่าไม่ได้ประหลาดใจว่ารูปที่อเมริกาวาดมันสวยงามวิจิตรพิสดารหรอกเพราะรูปที่ว่านี้เป็นรูปวาดแบบเด็กๆ ธรรมดาๆ เท่านั้น
ใช่…รูปวาดธรรมดาเส้นโย้เย้ที่มีเด็กชายผมทองตาสีฟ้า หัวใจสีแดงอันโตๆ และผู้ชายผมทองตาสีเขียว…ที่ทำให้หัวใจของเขาพลอยยิ้มตาม
แน่ะ มีการลงคิ้วซะหนาปึ๊ดไว้อีกแน่ะ แถมลงแค่ข้างเดียวซะด้วย อังกฤษหัวเราะพรืดอย่างอดขำไม่ได้
“ก็บอกแล้วยังวาดไม่เสร็จ” เด็กชายทำแก้มป่องเมื่อเห็นปฏิกิริยาขบขันจากคนที่เขาตั้งใจวาดให้
“ฮะๆ ขอโทษๆ เอาไปวาดต่อเถอะนะ” เจ้าของคิ้วหนาโน้มตัวลงมาใกล้ มือใหญ่หนาลูบหัวอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดูพลางชี้ถาม “รูปนี้คือฉันเหรอ”
เพียงแค่ความอบอุ่นของฝ่ามือ เด็กชายก็อารมณ์ดีขึ้นในพริบตา รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าก่อนที่นิ้วป้อมจะจิ้มบนกระดาษ “ฮะ! รูปนี้คืออังกิดผมตั้งใจวาดเลย ส่วนรูปนี้ก็คือผมนี่ผมก็ตั้งใจมากๆ เหมือนกัน…”
“แล้วหัวใจล่ะ…”
“หัวใจก็คือรัก ผมรักอังกิดไงฮะ” เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาทว่าคำพูดง่ายๆ จริงใจกลับทำให้คนฟังรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ
รัก…รักฉันงั้นเหรอ?
“ผมรักอังกิดฮะ” ราวกับต้องการตอกย้ำว่าเขาไม่ได้หูเฝื่อน อเมริกากล่าวซ้ำอีกครั้ง นัยน์ตาสีฟ้าทอประกายก่อให้หัวใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ
บ้าน่า…แค่คำพูดของเด็กไม่กี่ขวบ หวั่นไหวขึ้นมาได้ยังไง
“อังกิดฮะ…และอังกิดล่ะ รักผมบ้างมั้ยครับ”
“ด…เดี๋ยวก่อนสิ จ…จู่ๆ ถามอะไรขึ้นมาน่ะ” อังกฤษเอ่ยเสียงละลักละล่ำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าตนเองตอนนี้แดงก่ำแค่ไหน
กระนั้นเด็กน้อยก็ไม่สนใจ เขายังคงฉีกยิ้มใสซื่อถามคำถามเดิมไม่หยุดปาก “ว่าไงฮะ อังกิดรักผมมั้ย รักผม รักผมมากที่สุดในโลกใช่หรือเปล่า…”
.
.
.
“จะนอนกินบ้านกินเมืองอีกนานมั้ยลุง”
น้ำเสียงกวนประสาททำให้นัยน์ตาสีเขียวอยากหลับลงไปนอนต่อให้รู้แล้วรู้รอด แย่จริง เมื่อกี้ยังฝันดีอยู่แท้ๆ ไหงตอนนี้กลายเป็นฝันร้ายไปซะได้นะ
“ยังไม่ตื่นอีก สงสัยเมื่อคืนดื่มหนัก…” ร่างสูงใหญ่ถือวิสาสะปีนขึ้นเตียง เรียวปากได้รูปบ่นงึมงัมขณะโน้มหน้าเข้าไปใกล้ “เฮ่อออ ต้องให้ปลุกวิธีนี้อยู่…”
พูดไม่ทันขาดคำหมอนใบโตก็ลอยละลิ่วมาจูบหน้าพร้อมกับเสียงก่นด่า “วิธีบ้าบออะไรของนาย อย่ามาพูดจาชวนให้เข้าใจผิดนะ”
“อ้าว! ตื่นแล้วเหรอ” แม้จะโดนฟาดด้วยหมอนแต่ใบหน้าของอเมริกายังคงอารมณ์ดีไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ถ้าตื่นแล้ว งั้นก็ลุกขึ้นไปทำอาหารเช้าสิ”
“พล่ามบ้าอะไร ทำไมฉันต้องทำอาหารเช้า ห๊ะ?” นัยน์ตาสีเขียวจ้องมองคนตรงหน้าอย่างขุ่นมัว ให้ตายเถอะสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนแบบนี้แหละมันน่าโมโหนัก
“ทำไมน่ะเหรอก็นี่เป็นตอนเช้า ก็ต้องเป็นอาหารเช้าไง อย่าถามเรื่องไม่เป็นเรื่องน่า ฉันหิวแล้วนะ”
ไอ้ท่าทีแบบนี้น่ะมันอะไร มาทำวางก้ามในบ้านคนอื่นแบบนี้มันน่าหงุดหงิดชะมัด อังกฤษก่นด่าในใจพลางแหวใส่ “แล้วนายหิวมันเกี่ยวกับฉันตรงไหนมิทราบ เออ เดี๋ยวก่อนสิ แล้วนายโผล่มาอยู่ที่นี่ได้ไง เข้าบ้านฉันมาได้ไงด้วย ล…แล้ว…แล้ว…”
แม้คนเพิ่งตื่นจะยิงคำถามเป็นชุด แต่อเมริกายังคงปั้นหน้ายิ้มๆ ชวนให้อารมณ์เสียหนักกว่าเดิม อังกฤษกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะโพล่งถามอย่างสุดกลั้น “บ้าเอ๊ย!! หูหนวกเป็นใบ้รึไง ได้ยินที่ฉันถามรึเปล่าว่านายมานั่งยิ้มบ้าตรงนี้ได้ยังไง”
“ก็เราสองคนแต่งงานกันแล้วนี่นา♥”
อเมริกาเฉลยด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายผิดกับอังกฤษที่นั่งตาค้างไปสามวินาทีก่อนจะแหกปากลั่น
“เป็นไปไม่ได้!! ไม่มีทางเด็ดขาด!! เมื่อกี้นายพูดเล่นใช่มั้ย!!”
“อืม ก็ล้อเล่นน่ะสิ” สารภาพหน้าตายประโยคเดียวแต่เล่นเอาอังกฤษลื่นพรืดลงไปนอนกับเตียงอีกรอบ ท่าทีเช่นนั้นทำให้อเมริกายิ่งขำ “ไม่คิดว่าจะเชื่อเข้าไปจริงๆ นะเนี่ย”
“ทีหลังจะล้อเล่นอะไร ดูกาลเทศะซะบ้างเซ่!!” คนโดนหยอกโวยวายจนใบหน้าแดงก่ำเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ
“หน้านายตอนนี้ตลกชะมัด” อเมริกาหัวเราะเสียงร่าไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจวนเจียนปรอทแตกแค่ไหน แถมยังวกกลับไปถามเรื่องเดิมหน้าตาเฉย “ว่าแต่ตกลงนายจะลุกขึ้นไปทำอะไรให้ฉันทานได้ยัง”
----------
เถียงกับคนบ้า เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางยังไงก็มีแต่แพ้กับแพ้…
ติ๊งงง…
เสียงไมโครเวฟร้องเตือนให้อังกฤษปลงตกได้สักที เขาถอนหายใจอีกหนึ่งคำรบก่อนจะเอาซุปครีมซึ่งเหลือจากเมื่อวานออกมาจากเวฟ จากนั้นก็วางขนมปังลงไปเป็นอันเสร็จพิธี
“เอ้า! เสร็จแล้ว…” เจ้าบ้านกระแทกเสียงพร้อมกับวางสิ่งที่เรียกว่าอาหารเช้า (?) ลงบนโต๊ะ ใบหน้าหยิ่งทะนงเชิดขึ้น “เสียใจด้วยนะที่ไม่มีกาแฟ แต่ถ้าจะเอาชาก็พอมีให้คนอย่างนายน่ะนะ”
“แน่ใจนะว่านี่อาหารเช้า” เสียงที่เอ่ยแทรกชวนให้เส้นเลือดตรงขมับปูดขึ้นได้ดีนักแล
“นี่เป็นคำพูดของคนที่มากินมื้อเช้าบ้านคนอื่นฟรีๆ งั้นเรอะ” อังกฤษเอ่ยเสียงต่ำ พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้เป็นอย่างท้องฟ้าในเช้าวันนี้
“ไม่เอาน่า พูดแค่นี้ไม่เห็นต้องโกรธเลย” อเมริกาว่าพลางหยิบช้อนมาตักซุปเตรียมรับประทาน
นั่นสิ…ทำไมเราต้องโกรธเจ้าเด็กเมื่อวานซืนด้วย เย็นไว้อังกฤษ ใจเย็นไว้…
“ห่วยชะมัด…รสชาติไม่ได้เรื่องเหมือนเดิม”
“นี่!!” ความอดทนที่เหลือเพียงน้อยนิดขาดผึงทันทีเมื่อถูกจี้ใจดำ สองมืออังกฤษกระชากคอเสื้ออเมริกาขึ้นพร้อมกับตวาดใส่ “ตั้งใจจะกวนประสาทกันแต่เช้าใช่มั้ย!!”
ทั้งที่เขาโกรธแทบเป็นแทบตายแท้ๆ ทว่านัยน์ตาสีฟ้ากลับยังคงฉายแววขี้เล่นน่าโมโหไม่เปลี่ยน “ไม่ได้มาหาเรื่องสักหน่อย มาหาก็เพราะอยากเจอต่างหาก”
แค่คำพูดง่ายๆ หากก็มากพอให้ลมหายใจของอังกฤษสะดุดลง เขากัดริมฝีปากแน่นก่อนจะโพล่งเสียงลั่น “จะล้อฉันเล่นอีกหรือไง!”
“แล้วแต่จะคิด…”
ไม่ต่อปากคำอะไรต่อ เจ้าคนปากดีก็แกะมือของเขาออกหันไปนั่งกินอาหารเช้าต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นัยน์ตาสีเขียวจ้องมองปฏิกิริยาอีกฝ่ายด้วยความงงงัน ทว่าเมื่อคู่กรณีไม่ต่อล้อต่อเถียง อังกฤษก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากลงไปนั่งตรงข้ามและรับประทานสิ่งที่เรียกว่าอาหารเช้าเช่นกัน
ไม่อยากจะยอมรับให้เสียหน้าหรอกนะ…เฮ่อ ก็รู้หรอกว่ามันไม่อร่อย แต่ว่ามันก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดต้องประนามกันขนาดนั้นนี่นา
“มันห่วยจริงๆ นะ” ราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองเขาผ่านเลนส์แว่น “เตือนด้วยความหวังดี อย่าริไปทำอาหารให้คนอื่นทานเชียว ฉันสงสารพวกเขา”
แล้วไม่สงสารคนที่นายกำลังด่าเลยใช่มั้ย อังกฤษนึกโอดครวญ หากก็ไม่มีปัญญาจะเถียงคนตรงหน้า
“ปลงซะเถอะ นายน่าจะรู้…บนโลกนี้มีแค่ฉันคนเดียวแหละที่ทนอาหารฝีมือของนายได้” มือใหญ่หนาผลักถ้วยซุปที่ว่างเปล่าออก “ยังไม่อิ่มเลยมีอย่างอื่นอีกมั้ย”
ถ้าให้จัดโพลประเทศที่หน้าด้านที่สุดในโลก เขาไม่ลังเลเลยจะให้คนตรงหน้าเป็นอันดับหนึ่ง อังกฤษกัดฟันกรอดขณะเก็บจานแล้วตรงกลับไปห้องครัว
ให้ตายเถอะ…เด็กน้อยน่ารัก คนที่เคยบอกรักเราด้วยใบหน้าใสซื่อนั้นหายไปไหน ทำไมถึงโตมาเป็นคนแบบนี้ได้นะ สงสัยชะมัด วิธีเลี้ยงดูของเรามันผิดตรงไหนเนี่ย
ในขณะที่อังกฤษได้แต่นึกถึงความหลังด้วยความเสียดายสุดซึ้ง ชายหนุ่มไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยว่าตนเองนั้นกำลังถูกคนข้างหลังจับจ้องด้วยสายตาแบบไหน
นัยน์ตาสีฟ้าซึ่งทอดมองไม่ต่างจากเมื่อครั้งยังเยาว์วัย
“ก็บอกแล้วมีแค่ฉันคนเดียวที่ทนอาหารฝีมือนายได้” อเมริกาเอ่ยพึมพำกับตนเองขณะยิ้มบางๆ
ถ้าไม่รักน่ะทำไม่ได้หรอกนะ…
.
.
.
เป็นเพียงความคิดหนึ่งที่ล่องลอยท่ามกลางท้องฟ้าอันขุ่นมัว ถึงสภาพอากาศจะชวนหดหู่ ถึงจะเป็นมื้อเช้าที่แสนเลวร้าย
แต่แค่ได้อยู่กันสองคนแบบนี้ ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องวิเศษได้นี่นา…
END…
Postscript: จริงๆ อยากเขียนอะไรแก้เบื่อ Proposal เลยเอาเรื่องที่ท่าจะสั้นที่สุดมาเขียน แต่สุดท้าย มันก็ยาวกว่าที่คิดแฮะ เรื่องนี้ใจความมีแค่ประโยคเดียวที่อยากเขียนแหละ ^^” คือคำบอกรักของอัลฟ์ตอนเด็ก และตอนโต ไม่รู้ทำไมในหัวชอบจิ้นว่า อัลฟ์ตอนโตแล้วไม่น่าบอกรักท่านอาเธอร์ เลยรู้สึกสนุกในการคิดวิธีแสดงออกว่ารักนะแบบฉบับอัลฟ์ ฮะๆ แต่เขียนแล้วรู้สึก ตอนเด็กกับตอนโต ทำไมอิมเมจมันต่างกันแบบนี้เนี่ยยย (ก็เป็นคนเขียนเองไม่ใช่เรอะ =_=)
จริงๆ เพราะอยากเขียนแค่ประโยคเดียวเนี่ยแหละ รู้สึกเหมือนกันบางช่วงบทสนทนาเหมือนไม่ค่อยต่อเนื่องเลย Y_Y แถมยิ่งเขียนยิ่งแน่ใจ คู่ที่ชอบสุดมักจะเขียนไม่ลื่นเท่าคู่รองจริงด้วย T[]T รู้สึกตอนเขียน คาโอรุคุง หรือตอนซูซังฟินนี่ มันลื่นกว่าอ่ะ แง
แต่เอาเถอะ มันนึกอยากเขียนนี่นา ฮ่าๆ กับพยายามให้ตอนจบกับตอนต้นเหมือนจะเป็นมุมกลับนิดหน่อย จากท่านอาเธอร์มองจิบิอัลฟ์ ก็เป็นอัลฟ์มองท่านอาเธอร์แทน อิๆ (เพื่อ?) ยังไงก็ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านนะคะ กับไหนๆ ขอแปะ Mad ตัวนี้ มีนานแล้วล่ะ แต่มันเป็นแรงจิ้นส่วนนึงให้เขียนเรื่องนี้จบ (ฟังไปเขียนไป 55)
ยิ่งตอนจบอยากให้อัลฟ์ดึงท่านอาเธอร์ไปกอดแบบนี้บ่อยๆ จัง TvT ชอบฟีลคู่นี้แบบนี้ค่ะ
ฮิ้ววววววววว เว้ยยยย แบบนี้แล้วต่อยไม่ล๊งงงง แต่ก็อยากต่อยยยย
ว่าแต่ว่าท่านอาเธอร์นอนไม่ระวังตัว คนเข้ามาบุกถึงห้องนอนแล้วยังไม่รู้สึกแบบนี้อันตรายนะคะ ถ้าคุณพี่ฟรานซิสมาเจอล่ะ? (หรือนี่เป็นเหตุผลให้อัลฟ์บุกมากันท่าแต่เช้า?)โอย ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน
ท่าทางไม่เหงาดีออก
)
^
^
ไม่มีอะไรค่ะ มันคืออารมณ์ตอนนี้หลังอ่านจบ
“จะนอนกินบ้านกินเมืองอีกนานมั้ยลุง” << อึ้งแทนอังกฤษตอนที่กำลังฝันดีแล้วตัดฉึบมาเป็นลุง กร๊ากกกกก
ลุงคะลุงซึนมากค่ะ อร๊ายยยยย ตอนนี้อเมริกามึนได้ใจมากค่ะ ทำเนียนเข้าบ้านคนอื่น ปลุกเค้าลุกมาทำอาหารเช้า กร๊ากกกก แล้วก็ประโยคนี้
“เตือนด้วยความหวังดี อย่าริไปทำอาหารให้คนอื่นทานเชียว ฉันสงสารพวกเขา” << จะหวงทางอ้อมไปไหนกันพ่อคุ้ณณณ
ให้ตายเถอะ…เด็กน้อยน่ารัก คนที่เคยบอกรักเราด้วยใบหน้าใสซื่อนั้นหายไปไหน ทำไมถึงโตมาเป็นคนแบบนี้ได้นะ สงสัยชะมัด วิธีเลี้ยงดูของเรามันผิดตรงไหนเนี่ย << ยังไม่รู้อีกเหรอคะ กร๊ากกก
ถ้าไม่รักน่ะทำไม่ได้หรอกนะ… << อาหารของอังกฤษ "ถ้าไม่รักก็กินไม่ได้" 555 (นึกถึงเพลง "...ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้" ค่ะ กร๊ากกกก) เป็นประโยคบอกรักที่น่ารักโคดๆ
ขอบคุณค่าสำหรับฟิกหวานๆ
#1 By rainorshine on 2009-01-13 04:14