หอบกระเป๋าตะลุยยุโรป: ตอนท่องปารีส (2)
posted on 13 Apr 2009 15:23 by chibiเดี๋ยวย้อนกลับไปตอบเอนทรีที่แล้วนะ
วันที่สองทำเวลาโคดๆ แต่คิดว่าจะเขียนแบบให้จบในอาทิตย์นี้น่ะค่ะ ไหนๆ ตอนนี้ยังปรับอารมณ์ไปทำดิสเซอไม่ได้ก็เขียนให้จบแล้วกัน ^^
ก็หลังจากสังขารไม่ไปกันถ้วนหน้า วันที่สองก็ต้องตื่นแหกขี้ตากันแต่เช้าเพื่อไปพระราชวังแวร์ซายส์ค่ะ ที่นี่ต้องไปเช้าหน่อยเพราะ วังใหญ่มากกกก จริงๆ ในกลุ่มเราตกอยู่ในฐานะเล็คเชอร์ ปวศ ค่ะ เพื่อนบอก ไม่เป็นไร แกมั่วมาคนก็ไม่รู้อยู่ดี…เอางี้เลยนะ งั้นเอากุหลาบแวร์ซายส์มาเล่ามั้ยแก =[]=;;
ก็ถ้าใครเป็นแฟนกุหลาบแวร์ซายส์ก็ต้องคุ้นชื่อวังกันอยู่แล้ว ^^ เพราะพระราชวังแวร์ซายส์เป็นฉากหลักในเรื่อง และบุคคลตัวละครสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างพระนางมารีอังตัวเนตต์ก็ใช้ชีวิตในวังนี้จนเข้าสู่ช่วงเวลาปฏิวัติฝรั่งเศส และพระนางและพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตินนั่นแล เล่าคร่าวๆ แค่นี้แหละนะ เอาล่ะไปลุยเที่ยวกัน
วิธีไปวังแวร์ซายส์จะต่างจากที่อื่นในปารีสนิดหน่อยเพราะต้องนั่งรถไฟสาย RER ค่ะ ที่ปารีสรถไฟจะมีสองแบบคือ เมโทรที่วิ่งในตัวเมือง แต่แวร์ซายส์ตั้งอยู่ข้างนอกไปอีกเลยต้องเปลี่ยนรถ ถึงตอนฟังวิธีไปปวดตับเล็กน้อย (นับถือเพื่อนตัวเองเล็กๆ ที่นั่งดูเป็นด้วย) เพราะมันต้องดูสายรถไฟทั้งสองแบบควบคู่ไปนั่นแล ก็นั่งเมโทรเปลี่ยนเป็น RER เสร็จปุ๊ป
ก็เข้านอนได้แล้วค่ะ 55 เพราะต้องนั่งยาวเป็นชั่วโมงไปถึงสุดสถานีเลย ทุกคนตัดสินใจนอนกันหมด แต่โทษที บางทีก็มีคนมาดีดกีตาร์ร้องเพลงด้วย =_=;; ลืมเล่านิดหน่อย รถไฟในปารีส วณิพกขึ้นมาร้องเพลงในรถไฟได้ค่ะ เพราะงั้นขึ้นไปบางทีเราจะมีมิวสิคประกอบเพลง ได้คนร้องเพราะก็ดีไป (มีรอบนึงเจอคุณลุงเล่นออร์แกน เฮ้ยย เพราะอ่ะ เพลงแจ่ม…ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในหนังเชียว เลยมีให้ตังค์ไปเหมือนกัน ค่าบิ้วอารมณ์แหะๆ) เอาล่ะมีคนร้องเพลงแต่เมื่อเราจะนอนก็นอนค่ะ 55
ตื่นมาอีกทีถึงสถานีที่ไปแวร์ซายส์แล้วค่ะ วิธีไปไม่ยาก อ้างอิงจากบลูพลาเนท “ตามคนหมู่มากไปน่ะแหละ” เดินตามเลยค่ะ เพราะทุกคนมุ่งหน้าไปสถานที่เดียวเท่านั้น
เดินๆ มาไม่ช้าไม่นานก็เห็นวังใหญ่โตมโหฬารมาแต่ไกลแต่ตะลึงกว่า…คือจำนวนคนค่ะ เพราะตอนเราไปถึงก็ไม่เกิน 9 โมงเช้านะ แต่คนต่อแถวยาวเหยียดราวกับมาเที่ยวคอมิกเกะก็ไม่ปาน แถมต้องมีโค้งหักศอกต่อแถวเป็นงูด้วยล่ะ =[]=;;

ประหนึ่งนึกว่ามางานคอมิกเกะ =v=;;

ตรงแถวนี้สักพักแถวเริ่มขดเพื่อให้ไม่ยาวจนเกินไปค่ะ

เข้าไปข้างใน พอคนเริ่มเข้าในตัววังตรงนี้คนค่อยบางตาหน่อย (นี่เป็นแค่อีกด้านเน้อ)
เพิ่งคิดได้รูปบางใบอยู่กล้องเพื่อนนี่เองกรรม OTL
สุดท้ายเลยแบ่งคนกลุ่มนึงต่อแถว อีกกลุ่มเดินไปซื้อตั๋ว ค่าเข้าแวร์ซายส์ 16 ยูโรค่ะ (ซื้อแบบเต็มมา…ซึ่งไม่รู้จะซื้อทำไม เพราะเดินไม่ครบ กว้างชิบหาย OTL…แถมส่วนที่เป็นวังแยกของพระนางมารีอังตัวเนตต์ดันปิดอีก (เพื่อนที่เดินไปถึง ต้องโทรกลับมาบอกมันปิดอ่ะ =_=;; ) เอาล่ะส่วนด้านต่อแถวถึงจะยาวแต่จำนวนคนก็ไหลไปได้เรื่อยใช้ได้เหมือนกันค่ะ แป๊ปเดียวแถวมาถึงก่อนตั๋วมาด้วยซ้ำ ^^;
พอไปถึงก็ไปที่จุด info desk เพื่อไปเอา map เลยค่ะ ตอนเห็นครั้งแรกนึ่เหวอไปชั่วขณะเพราะใหญ่มากกก จะเดินหมดมั้ยนั่น (ก่อนจะถึงบางอ้อว่าแผนที่ฝั่งสวนมันทำหลอกตา สเกลไม่ตรงฮ่วยย >> ขนาดไม่ตรงยังไม่มีปัญญาเดินให้ครบ?) ตรงจุดนี้จะแยกกันเดินเป็นกลุ่มๆ ค่ะ จะได้ไม่ต้องรอกัน เพราะแต่ล่ะกลุ่มซื้อซิมส์เติมเงินไว้โทรหากันไว้เรียบร้อยแล้ว

ห้องแรกที่เข้าชม เพดานทะลุยาวขึ้นไปถึงชั้นที่สองเลยค่ะ ^^
ในส่วนแรกของวังเข้าไปห้องแรกเหมือนส่วนที่เป็นที่ใช้ทำพิธีมั้งนะ =_=;; รู้แต่เพดานมันสูงขึ้นไปชั้นสองของวังเลยอ่ะ เดินไปคนก็ไหลไปเรื่อยๆ ส่วนมากจุดที่เราได้ชมจะได้เป็นภาพวาดซึ่งแน่นอนเป็นภาพของพระเจ้าหลุยส์ที 14 ซึ่งเป็นผู้สร้างพระราชวังแวร์ซายส์ขึ้นมานั่นเอง เราจะได้เห็นรูปท่านตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนไปถึงราชินีนางสนมและขุนนางต่างๆ ในยุคนั้น ภาพวาดในวังเยอะมากๆ ค่ะ ประดับทั้งห้อง และเพดานเกือบทั้งหมดจะประดับด้วยภาพวาด (แต่ถ้าเอาแค่เพดาน ส่วนตัวเราว่าเทียบแล้วยังสู้ museum ของวาติกันไม่ได้นะ อันนั้นแหงนดูจนคอแทบหัก) สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ทันทีเลยคือ วังบัคกิ้งแฮมดูเล็กไปเลยค่ะเมื่อเจอพระราชวังแวร์ซายส์ ของฝรั่งเศสนี่ใหญ่กว่ามากๆ จริงๆ

คนๆ และคนเดินกันขวักไขว่ (นี่คือจุดแรกที่เราถ่ายภาพข้างบนนะ)

เดินขึ้นมาจะผ่านระเบียงซึ่งประดับประดาด้วยรูปปั้นค่ะ

รูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตอนยังทรงพระเยาว์ค่ะ

เดินไปแทบทุกห้องจะประดับด้วยภาพวาดค่ะ
จากที่เห็นคิดว่า คงวาดตั้งแต่สมัยสร้างใหม่ๆ (ใช้คนวาดไปกี่คนเนี่ยกว่าจะหมดทั้งวัง)

เพดานซึ่งเต็มไปด้วยภาพเขียนสุดจะอลังการ

แต่ข้างล่างนั้นก็เต็มไปด้วยคลื่นมนุษย์
เอาล่ะพล่ามๆ ไปแล้วก็มาโปรยภาพกัน ก็จะมีระเบียงด้านนอกซึ่งมีรูปปั้นวางเรียงกันเป็นทอด ส่วนใหญ่จะเป็นวีรบุรุษในยุคสมัยนั้นๆ และตลอดทางเดินก็มีแต่คนๆ และคนค่ะ นอกจากนี้เราจะได้ชมห้องบรรทมต่างๆ อีกด้วย…ซึ่งตะลึงในความสูงและความสั้นของเตียงค่ะ! =[]=;; ครือเห็นแล้วแบบ…..คนสมัยก่อนตัวเตี้ย และไม่กลัวตกลงมาคอหักกันเหรอไงวะคะ!!

เตียงที่ว่า ดูแบบนี้อาจเหมือนเตียงธรรมดา แต่ถ้าดูใกล้ๆ มันสั้น และสูงมากเลยค่ะ
จริง มีถ่ายกระโถนในห้องนี้ด้วยนะ กับห้องนอนมันมีหลายห้องค่ะ
พอดีปรับภาพแล้วหาใบห้องนอนอลังสุดไม่เจอ เอาห้องนี้แล้วกัน =_=;

ห้องสุดท้ายจะแสดงภาพใหญ่อยู่สองภาพ ภาพนี้เดาเอาว่าตอนปฏิวัติฝรั่งเศสป่ะน่ะ ^^;

เดินมาอีกด้านเป็นภาพพิธีสวมมงกุฎ

ลืมไป ไม่เชิงห้องสุดท้าย แต่เดินมาอีกตึกจะมีห้องหนังสือน่ะค่ะ
เดินไปตื่นตากับความโอ่อ่าของวัง (มาคิดย้อนกลับไปดู เมื่อก่อนคงหรูหราฟุ้งเฟ้อกันน่าดู แอบเสียดายอยากเห็นห้องอื่นๆ อย่างพวกห้องเสวย ห้องครัวอ่ะ 55) เดินกันเป็นชั่วโมงเลยทีเดียวค่ะ กว่าจะทะลุออกมาข้างนอกได้ เดินมึนๆ งงๆ นิดหน่อยถึงทะลุไปสวนค่ะ ในวังแวร์ซายส์นี่สวนเยอะมากๆ มีหลายจุดให้เข้าไปถ่ายรูปเล่นได้เยอะเลย แต่แดดโคดแรง และบางจุดเหม็นปุ๋ยอ่า T_T แต่เหนืออื่นใด ตอนนั้นเราและเพื่อนขานี่แทบเดี้ยง เลยเดินกันช้ามากๆ แค่สวนตรงกลางยังแค่เดินพอเป็นพิธีแล้วก็จบค่ะ (ส่วนตัวรู้สึกสวนไหนมันก็ดูคล้ายกันหมดอ่ะ 55 ต่างกันแค่จะแต่งหญ้าเป็นเขาวงกตทรงไหนมากกว่า)

ด้านหลังของแวร์ซายส์จะเป็นสวนค่ะ ถ้าสังเกตดูจะเห็นนั่งร้านเขากำลังบูรณะกันอยู่ค่ะ

หนึ่งในสวนที่ไปเดินมาค่ะ ส่วนตัวเราว่ามันค่อนข้างแห้งแล้งนะ หรือเพราะแดดร้อนเนี่ย

สวนที่กว้างค่อดๆ เดินไปสุดฟากจะเจอวังพระนางมารีอังตัวเนตต์ที่แยกออกไปค่ะ

รูปปั้นน้ำพุจุดนี้คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นในเอแบคแฮะ

ตอนเดินย้อนกลับไป มีน้ำพุพุ่งค่ะ แต่ไม่ถึงห้านาทีก็ปิด สงสัยจะลองเปิด ถ่ายได้พอดี
อยู่แวร์ซายส์กันจนถึงบ่ายสองได้ค่ะ กินข้าวในนี้กันเลยก่อนจะจับรถเพื่อมุ่งไปเที่ยวโบสถ์นอร์ธเตรอดามส์ ซึ่งเป็นฉากสำคัญของวรรณกรรมคนค่อมแห่งนอร์ธเตรอดามส์นั่นเอง ^^ แน่นอนขึ้นรถไปก็หลับอีกน่ะแหละ ตื่นมาอีกทีก่อนไปเจอโบสถ์ก็เห็นรูปปั้นอลังจัดจนต้องถ่ายเก็บมา

จากคำที่พออ่านออกดูเหมือนจะเป็นเทพมิคาเอลค่ะ
ส่วนตัวเทียบกับอังกฤษแล้ว ฝรั่งเศสกับอิตาลีสร้างพวกรูปปั้นประดับตามเมืองได้ใหญ่โตอลังกว่าอังกฤษนะ (และรู้สึกว่าเข้าด้วยเหอะ)
มาถึงโบสถ์นอร์ธเตรอดามส์ค่ะ ส่วนตัวจำโบสถ์นี้ได้เพราะหนังสือเรียนเคยบอกสถาปัตยกรรมแบบกอธิคเป็นยังไงให้นึกภาพโบสถ์นี้ประกอบ ^^; แล้วก็หนังสืออ่านนอกเวลาตอน ม. 5 ช่วยคุณได้ค่ะ ฮา ก็ขึ้นรถไฟใต้ดินมาข้ามสะพานก็มองเห็นโบสถ์ใหญ่โตตั้งแล้วค่ะ

มาถึงแล้ว รู้สึกนึกถึงโบสถ์โรงเรียนตัวเองขึ้นมาแฮะ 55
เข้าไปข้างในคราวนี้ข้างในถ่ายรูปได้ มีการเปิดเพลงบิ้วได้บรรยากาศด้วยแน่ะ 55 >_< เทียบกันแล้วเราชอบโบสถ์นี้สูสีกับโบสถ์ที่ St. Gallen ของสวิสเลยค่ะ (ส่วนนึงอาจเพราะของสวิสแปลกแบบไม่เคยเห็นมาก่อนมั้ง) นอร์ธเตรอดามส์นี่ชอบในบรรยากาศค่ะ ข้างในมืดก็จริงแต่แสงไฟในนั้นทำให้ดูศักดิ์สิทธิ์ดี นอกจากนี้ข้างในก็จะมีพวกภาพแกะสลักตามคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่นี่มีคุณพ่อใจดีแจกใบประกอบอธิบายให้ทราบด้วยว่าภาพต่างๆ มาจากไบเบิลตอนไหนค่ะ ^^

ภาพภายในโบสถ์ค่ะ บรรยากาศผิดกับข้างนอกเลย

พยายามมือนิ่งที่สุดแล้วตอนถ่าย T^T

ตรงนี้ค่ะที่แกะสลักแล้วจะคุณพ่อจะให้ใบประกอบอธิบาย

หน้าต่างโบสถ์เป็นกระจกสี

ข้างในมีโมเดลโบสถ์ให้ดูกันด้วยค่ะ ^^
เดินวนรอบแล้วก็จะเดินออกมาข้างนอกกัน อ่อที่นี่เหมือนเดิม ถ้ามีพวกขอทานหรือใครมาถามพูดอังกฤษได้มั้ยก็แกล้งโง่ฟังไม่ออกไปเลยค่ะ ไม่ต้องเหลียวหันกลับไปเลยเพราะไม่งั้นเกาะไม่ปล่อยเช่นกันเน้อ กลับเข้าเรื่องต่อ เสียดายที่ตอนเราไปถึงหมดเวลาขึ้นหอคอยพอดีค่ะ TwT (ตอนนั้นขาเดี้ยงยังไม่เจียมอีก) อยากขึ้นหอของที่นี่มากเลย อยากเห็นกากอยล์ของโบสถ์นี้อ่า (ถ้าเข้าใจไม่ผิดปกอัลบัม Real ของ L’arc จะใช้กากอยล์จากโบสถ์นี้มั้งนะ)

ด้านหลังเมืองสวยดี แต่ต้องรีบเดินต่อแล้วเลยไม่ทันถ่าย แง

ตรงลานจตุรัสมีป้ายหินชื่อโบสถ์ระบุไว้ด้วย
ไม่ได้ขึ้นก็เลยไปเดินซื้อหาของที่ระลึกกัน -3- ได้เห็นของที่ระลึกแปลกๆ เยอะดีและกามดีค่ะ 55 พวกลูกเต๋าซึ่งหน้าลูกเต๋าเป็นท่ากาลามสูตร ตุ๊กตาหอไอเฟลที่หน้าตาโคดพิลึก = =;; ถุงยาง I Love Paris แต่ส่วนตัวของที่ระลึกของปารีสเราว่ามันน่าสนใจกว่าของสกอตแลนด์ที่ไปมานะ ก็ที่นี่ได้ซื้อพิน กับโปสการ์ดมา อ่อมีซื้อโมเดลกระดาษจำลองฉากของปารีสด้วย ซื้อเป็นของฝากให้เพื่อนอ่ะ…
ชอปเสร็จก็หาข้าวกิน งวดนี้กินอาหารจีนค่ะ TwT ไม่มีเงินกับอาหารฝรั่งเศสแล้วอ่ะ (ถึงมีเพื่อนก็ไม่บ้าด้วย ไม่ปลื้อมกัน) อาหารจีนราคาโอเค รสชาติก็ใช้ได้ค่ะ งวดนี้มีเพื่อนแบกพริกป่นมากระหน่ำด้วย จากนั้นก็มีไกด์คนสวยยย (เพื่อนในทริปคราวนี้มีเพื่อนชาวฝรั่งเศสซึ่งเรียนอยู่ภาคเดียวกันแวะมาหาวันนี้ค่ะ) มาพาเที่ยวตอนเย็นค่ะ ก็แรกสุดมีไปชอปปิ้งตรงย่านเซนเตอร์กันก่อน เราเดินค่อนข้างชิวอ่ะตรงนี้ ไม่ค่อยสนชอปปิ้งเท่าไร ช่วงนี้เขาฮิตกระเป๋า longchomp กันค่ะ เพื่อนบางคนเลยมาตามหาสีในฝรั่งเศสกัน เพราะราคาเอาเข้าจริงในยุโรปไม่ค่อยต่างกันมาก และ longchomp เนี่ย ไม่อยู่ในหมวด tax refund (แต่ถึงจะอยู่ก็นะ…เรื่องนี้จะนำไปเล่าในเอนทรีหน้า) ก็มีเรากับเพื่อนเดินในเมืองตอนหลังก็ทะลุกลับไปอยู่ด้านหลังพิพิธภัณลูฟร์ค่ะ ด้านหลังมีโบสถ์และงานศิลปะแบบที่ เอ้อออ มาตั้งแบบนี้จะดีจริงๆ เหรอ (จะว่าไปพอมาเรียบเรียงเรื่องทั้งหมด วันนี้ดูเหมือนเจอแต่เหตุการณ์ติดเรทแฮะ?)

พยายามถ่ายให้ศิลป์ที่สุดแล้วค่ะ (ข้างหลังน่ะเป็นโบสถ์นะ)
นั่งพักรอเพื่อนสักแป๊ป ทุกคนก็ตามมาสมทบกันก็นั่งรถเมล์ไปชมหอไอเฟลกันค่ะ (Paris Pass นี่ใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดิน และรถเมล์เน้อ) รถเมล์ก็เดินทางสะดวกอีกแบบเพราะมันผ่านจุดสถานที่เที่ยวหมดอยู่ดีค่ะ ^^ มาถึงหอไอเฟลก็เย็นย่ำพอดี เพราะจะถ่ายหอสัญลักษณ์ความภูมิใจของฝรั่งเศสยามค่ำคืนกันค่ะ เพื่อนเราขยันถ่ายรูปกันมาก แต่เราโคดจะเปื่อยเลยอ่ะ =w= อาจเพราะเฉยๆ กับหออ่ะ (นี่มันไฮไลท์ของการเที่ยวเลยนะ!) ถ่ายกันไปพอควร คนสวยก็พาเราเดินขึ้นไปข้างบนต่อค่ะ เพราะจุดที่ถ่ายหอไอเฟลได้สวยที่สุดนั้นต้องขึ้นไปยังอาคารซึ่งอยู่ด้านบนค่ะ แต่ตอนขึ้นไปต้องรอเวลาหน่อยเพื่อจะได้ชอตสำคัญของหอไอเฟลค่ะ
ขึ้นไปมีคน ส่วนมากเป็นวัยรุ่นนั่งกันเต็มเลยค่ะ ก็ยืนรอสักราวๆ หนึ่งทุ่ม ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท หอไอเฟลซึ่งเปิดไฟมาพักนึงก็เริ่มลอยเด่นกลางความมืดแล้วค่ะ ^^ แต่ชอตที่สำคัญที่สุดคือพอเวลาประมาณ…จำไม่ได้อ่ะ สองทุ่มแล้วมั้ง ทางหอจะมีการเปิดไฟกะพริบให้ถ่ายรูปเป็นเวลาสิบนาทีค่ะ สวยงามตระการตามากๆ เลย (รู้สึกจะเปิดทุกชั่วโมง ชั่วโมงละสิบนาทีนะ) ตรงนี้ใครชอบถ่ายรูปไม่ควรพลาดจริงๆ

สัญลักษณ์ความภูมิใจของปารีส
ถ่ายตั้งหลายที ภาพเบลอเป็นสิบ TwT

ชอตที่ว่านี่แหละค่ะ ต้องรอเวลาถึงจะเปิดไฟนี้ใหแค่สิบนาที

ปิดท้ายอีกสักใบ ตอนเดินลงมาจะไปดูเทพีเสรีภาพแล้วค่ะ
จากนั้นเมื่อถ่ายรูปเป็นที่เรียบร้อยก็มีเดินต่อไปอีกหน่อยค่ะ ราวๆ ห้านาที (แต่เป็นห้านาทีที่ยาวนาน) คือเราจะไปดูเทพีเสรีภาพค่ะ ^^ แน่นอนเทพีเสรีภาพตัวจริงอยู่ที่อเมริกา ซึ่งฝรั่งเศสมอบเป็นของขวัญให้อเมริกาเพื่อระลึกถึงความสัมพันธ์อันดีในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพ (นึกภาพแถวนี้แล้วโมเอะอย่างประหลาด) แต่ความจริงยังมีอีกตัวสร้างไว้ที่ฝรั่งเศสด้วยค่ะ พอรู้มาบ้างแต่ตอนเห็นโปสการ์ดเพิ่งจะรู้ว่ามันใกล้หอไอเฟลมากเลยนึกอยากไปดูค่ะ
ไปดูนี่เดินไกลไม่พอ มันต้องลอดใต้สะพาน (รู้สึกพาเพื่อนมาลำบากอีกละ OTL) สิ่งแรกที่เห็นคือ…หนังสดใต้เทพีเสรีภาพค่ะ =[]=;; (เสรีไปมั้ย!!!!!!!!) โอ้วแม่เจ้า เรามาขัดจังหวะเขาสองคนเปล่าเนี่ย
แต่สองคนนั้นก็เฉยอ่ะ…ไม่ได้สบตานะแต่เขาก็ยังกอดจูบจูบุๆ กันต่อไป =_=;; เราก็เดินผ่านกัน แล้วมาถ่ายรูปกัน มืดโคด ถ่ายให้ติดคนลำบากมาก เพราะเรามาจุดที่อยู่หน้าเทพีเสรีภาพเลย ถ้าจะถ่ายคู่เอาให้ติดหอไอเฟลควบนี่เดินไกลกว่านี้อีกแน่ะ

สุดความสามารถแล้วค่ะ ^^;
ด้านหลังน่ะเขาเล่นหนังสดกันด้วยอ่า
ถ่ายเสร็จเขายังกอดกันต่ออยู่ด้วยล่ะ = =;; จากนั้นก็ล่ำลาคนสวยขึ้นสถานีกลับโรงแรมกันค่ะ แน่นอนเพื่อนหลายคนเริ่มงัดมาม่ามาโซ้ยกันแล้ว (ทริปนี้ มาม่ากลายเป็นไอเท็มสำคัญสุดๆ โดยเฉพาะทริปช่วงท้ายๆ) นอกจากนี้…ในห้องก็มีหนังสดค่ะ แต่ไม่เห็นนะ ผ้าม่านดังไว้ แค่มีเสียงจูบุๆ ดังเป็นพักๆ ตำแหน่งเตียงเราอยู่ชั้นบนเยื้องจากเตียงที่ว่าเหมือนกัน ตอนปีนถ้ามองลอดใต้ผ้าม่าน…อาจจะเห็นอะไรดีๆ มั้ง แต่ก็นะ เห็นแต่ขาคนก่ายกันอ่ะ << แปลว่าเหลือบดูนั่นเอง? (เล่ามานอกจากเสียงจูบ เราก็ไม่เห็นอย่างอื่นนะ จะว่าไปเพื่อนบอกมันใช่ งั้นงี้ แต่เรายังมึนอยู่เลย นอกจากเสียงจูบ และภาพขาก่ายกันที่บังเอิญเห็นผ่าผ้าม่าน มีอะไรที่ให้พวกแกฟันธงว่ามันใช่วะ)
เล่าหนังสดไปเป็นย่อหน้าเลยวุ้ยข้ามๆ ก็เช้าวันต่อมา เนื่องจากเราจะบินไปสวิสตอนบ่าย (เที่ยวปารีสเร็วค่อดๆ มั้ยล่ะ) ก็มีช่วงเช้าตามใจฉันกัน เออ ลืมเล่าเรื่อง Hostel บางที่มีอาหารเช้าฟรีนะ แต่แน่นอนมีแต่แป้งกับนมเท่านั้น ^^; รสชาติทนได้ไม่ได้ตามแต่ที่พักน่ะ แต่ช่วงแรกซื้อเค้กมา เราเลยกินแต่เค้กไม่ได้กินข้าวเช้าของที่นี่เน้อ ตอนแรกสุดเลยแวะไป Opera House ก่อนซึ่งไม่มีอะไรเลย นอกจากตึก ไม่ได้เข้ากันด้วย ถ่ายรูปพอเป็นพิธีก็ไปชอปปิ้งกัน

โอเปร่าเฮาส์ที่แค่ไปถ่ายจริงๆ ^^; (หลบรถตั้งหลายทีฮ่วย)
ส่วนเรา ฉายเดี่ยวจะไปมูแลงรูจค่ะ เรื่องของเรื่องคือวันที่สองไปเปิดดูที่เที่ยวชั้นล่างโรงแรมเลยเพิ่งรู้ว่า อ่าวมันก็อยู่ในปารีสนี่หว่า แถมพอเช็คแล้วก็สถานีเดียวกับ Sacre Coeur ชัดๆ ฉะนั้นไหนๆ มีเวลารู้ทางก็ไปดีกว่า ^^ ก็ต่อรถไฟเปลี่ยนสายสองครั้งก็มาขึ้น Sacre Coeur แล้วเดินต่ออีกสิบนาทีค่ะ (ตอนขากลับถึงได้รู้ว่าโง่ นั่งต่อมาอีกสถานีก็ได้ มันทางเดียวกัน OTL) ไปถึงก็จะได้เห็นกังหันสีแดง…….เล็กกว่าที่คิดนะ แต่ก็โคตะระจะเด่นไม่น้อยเมื่ออยู่กลางท้องฟ้าสีฟ้าอ่ะเน้อ

กังหันสีแดง อีกสัญลักษณ์ที่เฉิดฉายในปารีส (อยากเห็นตอนกลางคืนด้วยจัง)

เดินเข้ามาข้างในหน่อยจะมีภาพวาดและส่วนที่อธิบายประวัติมูแลงรูจ

ท่าเต้นแคนแคนก็ตามแบบในรูปค่ะ จริงๆ มันมีชื่อฝรั่งเศสนะ
แต่คนอังกฤษเปลี่ยนมาเรียกชื่อ แคนแคนแทน

ส่วนประวัติที่อธิบายจะอยู่ข้างใต้รูปค่ะ
นอกจากการเต้นแล้วชุดฟูฟ่องพวกนี้ก็เป็นเอกลักษณ์อีกอย่าง
เดิมทีสาวๆ ที่มาเต้นก็เป็นพวกชาวบ้าน ทำงานซักรีด
แต่มาเต้นรำกันจนเกิดมูแลงรูจนั่นเอง
จากนั้นเดินมาก็จะเจอโซนที่อธิบายประวัติของมูแลงรูจ ไปจนถึงระบำแคนแคนซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก (ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงหนังมูแลงรูจที่นิโคล คิดแมน กับพี่ยวนเล่นน่ะค่ะ ท่าเตะยกขาสูงๆ นั้นกำเนิดมาจากที่นี่เป็นเวลาราวๆ 110 ปีมาแล้วค่ะ) ก็มีถ่ายรูปตรงส่วนนิทรรศการมาบ้าง และมีเข้าไปดูข้างในนิดหน่อยซึ่งเปิดให้จองตั๋ว…………ไม่มากไม่น้อย 150 ยูโร พร้อม Dinner นั้นเอง แต่นั่นแหละ ไม่ได้อยากดูขนาดนั้น แถมมันก็เช้าด้วย เลยแค่ถ่ายรูปแล้วก็นั่งรถกลับที่พักค่ะ

อันนี้มีตู้โชว์เล็กๆ ให้ดูรองเท้าและเครื่องประดับที่ใช้เต้นระบำค่ะ

ภาพโปสเตอร์ประดับค่ะ ลงไปอีกหน่อยจะเห็นเคาน์เตอร์ให้จองดูโชว์ค่ะ

โปสเตอร์อีกใบปิดท้าย
ตอนแรกโง่ไม่รู้โผล่มาฝั่งไหนด้วย TvT ดีนะถ่ายรูปโบสถ์ที่อยู่ตรงข้ามที่พักเอาไว้ ถามคุณลุงร้านหนังสือพิมพ์เอารูปให้ดูเลยกลับมาถูก นั่งเปื่อยๆ เล่นเนทไปชั่วโมง เพื่อนๆ ก็กลับมากันแล้วก็เตรียมตัวบินไปสวิส มุ่งสู่เจนีวาค่ะ
เอนทรีหน้าจะเป็นภาคสวิสแล้วค่ะ ก็จะเล่าเรื่องครึ่งบ่ายของวันที่สามรวมถึงเหตุการณ์กระเป๋าถูกขโมย และอาจรวบยอดไปถึงตอนขึ้นเขามองบลังต์ให้เลยเน้อ ^^ สวิสคิดว่าสาดรูปเป็นหลักด้วย ถ้าสรุปเล่าสปีดแบบนี้น่าจะจบได้เร็ว….มั้งนะ? (อิตาลีมันสาหัสอ่ะ)
รดน้ำดำหัวซร้าาาา~
)
อย่าบอกนะว่าไปให้เค้าเป็นเจอหน้าวิซ่านักเรียนพอดี?
#1 By เมย์ on 2009-04-13 17:56