หอบกระเป๋าตะลุยยุโรป: ตอนท่องสวิส+ ปฐมบทอิตาลี
posted on 05 Jun 2009 00:53 by chibiมาเขียนต่อ รู้สึกหลายคนชอบรูปทะเลเมฆแฮะ >v< จริงๆ ไฟล์รูปมันเบ้อเริ่มกว่านี้อีก แต่พยายามไม่ให้บลอคระเบิดน่ะค่ะแหะๆ กับเขียนตกไป เอนทรีที่แล้ว มองบลังต์เป็นของฝรั่งเศสนะคะ ไม่ใช่สวิสค่ะ TvT เป็นเรื่องที่ดูค่อนข้างตลกเหมือนกันที่สุดท้ายเราไปขึ้นเขาฝรั่งเศสแทนซะได้ ฮ่าๆ แต่มองบลังต์นี่ดังมากเพราะเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของยุโรปน่ะแหละค่า สูงเกือบห้าพันเมตรได้เลยล่ะ อ่อแล้วก็ๆ ดีใจมีดอกไม้สีฟ้าแล้วไชโยๆๆ
มาต่อกันดีกว่า วันนี้ก็ยังอยู่ในซูริคกันต่อไป เรียกว่าเป็นวันพักผ่อนหลังจากที่ตรากตรำกันมาก็ว่าได้ เพราะตื่นกันสิบโมงกว่าได้มั้ง ^^ เราอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้ไปจุงฟาร์ค่ะ เพราะตื่นไม่ไหวกัน แต่คืนก่อนหน้ามีการวางแผนดูรอบรถไฟอะไรกันไว้แล้วน่ะนะ ก็ออกจากที่พักนั่งรถรางไปขึ้นสถานีเพื่อจะไป St Gallen โดยมีเป้าหมายจะไป หอสมุด Abbey ซึ่งเป็นหอสมุดที่เก่าแก่และสวยติดอันดับทีเดียว อยากไปที่นี่มากส่วนนึงเพราะเคยเห็นห้องสมุดของพันทิปลงห้องสมุดของชาติต่างๆ เลยอยากไปเห็นของที่นี่ดู (พร้อมโปรโมทโฆษณาคณะไข่ตุ๋นทัวร์ว่า เราจะไปเยือนมรดกโลกกัน!)
นั่งรถไฟแวะซื้อของกินรองท้อง เป็นพวกไก่ย่าง แซนวิช เหมือนเป็นร้านแฮนด์เมดนะ อร่อยดีอ่ะ ชอบแบบที่วันต่อมาก็กลับไปซื้ออีก นั่งรถไฟออกจากซูริคไปชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึง St. Gallen ค่ะ ก็แวะไปจุด Information กันก่อน (ปกติเดินตามชาวบ้านต้อยๆ วันนี้เลยพึ่งพาศูนย์พวกนี้ ฮา) ก็ได้แผนที่ดุ่มๆ ก็ไปถึงโบสถ์ของ St Gallen เน้ออ ขอบอกว่าเป็นจุดที่ประทับใจมากที่สุดของวันเลยก็ว่าได้ค่ะ เพิ่งเห็นว่าโบสถ์ของสวิสนั้นแตกต่างจากโบสถ์ของประเทศอื่น หรือถ้าพูดให้ถูก บ้านเมืองก็แตกต่างนะคะ ขอพูดถึงบ้านหน่อย คือบ้านเมืองของสวิส หลังคาจะตกแต่งเป็นสีสันอ่อนๆ ดูน่ารักสดใสมากเลยน่ะค่ะ บรรยากาศน่ารักสุดๆ จนอดใจไม่ได้ต้องถ่ายมาหลายหลังทีเดียว ซึ่งสีสันเหล่านี้ก็เผื่อแผ่มาถึงโบสถ์ด้วยล่ะ เพราะลวดลายต่างๆ ภายในโบสถ์ก็เป็นสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ แถมแกะตวัดโค้งสวยงามอีกด้วย บรรยายไม่ถูกไว้ดูภาพคิดว่าจะเข้าใจกัน
![]()

โบสถ์ St Gallen จ้า ^^

สังเกตตรงรอบๆ เสาจะมีการแกะสลักลวดลายไว้ ประทับใจตรงนี้แหละ

ห้องสารภาพบาปค่ะ (ลืมไปหาของอิตาลีมาดูเลยนี่หว่า อ๊ะ!)
สารภาพว่าแสงมั่วมากเลย เพราะใช้วิธีดูดแสงเอาอ่ะ

เพดาน ตรงนี้จริงๆ เป็นส่วนโดมตรงกลางเว้าลึกเข้าไปเน้อ

เอาตัวเองเข้ามาอยู่ในรูปสักใบ วะฮ่าๆ

มาดูข้างนอกกัน อย่างที่บอกวันนี้อากาศไม่เป็นใจเท่าไรนัก

ส่วนด้านหน้าของโบสถ์ส่วนตัวที่ไปสามประเทศ อ๊ะควรรวมอังกฤษด้วย
โบสถ์สวิสมีสีสันมากกว่าใคร (ให้คอมเม้นโบสถ์ท่านอังกฤษธรรมดาอ่า)
อยู่ในโบสถ์ค่อนข้างนาน ก่อนจะมาถ่ายรูปเล่นข้างนอกเสียดายแดดวันนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ก็ถ่ายไปเยอะนะ ตอนแรกช้อคค่ะ คุยกับคนแก่แถวนั้น เกือบเข้าใจไปว่า ห้องสมุดปิด แต่ตอนหลังหนุ่ยผู้ดูแลคณะตุ๋น (ฮา) ก็ไปช่วยเดินหาจนเจอ ซึ่ง…ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า โบสถ์ที่เข้าฟรีสวยกว่าอ่ะ 555 ก็นะอันนี้เสียค่าเข้า 7 ฟรังซ์ถ่ายรูปไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือมันเล็กมากกกก….เล็กแบบที่ไอ้รูปที่เคยเห็นที่พันทิปถ่ายมาหมดแล้วอ่ะ (คือถ่ายไปก็เท่านั้นมีอยู่ห้องเดียว) แต่มีส่วนดีตรงที่มีพวกหนังสือตำราเก่าๆ มาจัดโชว์ด้วยอ่ะ เหมือนจะเห็นสมุดพกนักเรียน…แบบที่เราคิด รู้สึกเหมือนผ่านไปเป็นพันปีเจ้าของหนังสือเขาจะคิดไงดีมีแต่คนมาดูผลการเรียนเขาน่ะ = =;; ก็นะ ความรู้ ปวศ ต่ำเตี้ยเลยไม่ค่อยอินอ่ะนะ แหะๆ

เมื่อกี้มีพูดถึงบ้าน ขอเอารูปบ้านของสวิสมาลงให้ดูว่ามันน่ารักยังไง

หลังคาสวย (ถ่ายระยะไกลแฮะ) เมืองนี้ค่อนข้างเงียบๆ นะ บรรยากาศสงบมาก

สีแดงแรงสามเท่า ^^ ส่วนใหญ่รู้สึกบ้านพวกนี้แทรกอยู่ในเมืองได้อย่างลงตัวดี

เขาปูพรมให้เดินในเมืองด้วยล่ะ
(ล้อเล่นนะข้างบน มันทาสีอ่ะแต่ดูเหมือนพรมดี 55)
ก็ออกจากที่นี่ ก็อยู่กันจนถึงบ่ายสองบ่ายสามได้อ่ะ ก็นั่งรถไฟกลับซูริคกัน ตรงจุดนี้มาถึงก็ห้าโมงแหล่ว…มาซื้อชอคโกแลตร้าน mecca ไม่ทัน แงๆ อยากบอก มาถึงก่อนร้านปิดสิบนาทีเจออาเจ๊ยืนขวางไม่ยอมให้เข้าแล้วอ่ะ แอบเสียดายและเสียใจ ก็เลยไปหาร้านที่สถานีกัน จริงๆ ที่เล่าเรื่องโจรไปเอนทรีที่แล้ว ยังไงก็ตามคนสวิสดั้งเดิมจะให้ความเอ็นดูคนต่างชาตินะ เมื่อวันมาซูริค ก็มีคนแก่ใจดีช่วยบอกทาง (แบบที่เราไม่ได้ถามเขาก็มาอธิบายให้เลยแถมรู้อีกแน่ะว่าไปพักที่ไหน หน้าตาก๊งนี้แสดงออกว่ากำลังเดือดร้อนบรรลัยสินะ =[]=;;) อันนี้ก็เหมือนกันเจอคุณป้าขายของใจดีช่วยเดินไปชี้ทางให้ในสถานีถึงที่เลยล่ะ เขาบอกถ้าไม่มีลูกค้าเขาก็ช่วยบอกทางให้แบบนี้น่ะแหละนะ ^^
ซื้อชอคโกแลตเพิ่มเติมกันแล้วตรงนี้ ปูกับหนุ่ยจะแยกไปหาไรกิน เหลือเรา เนย กิฟ แพรว ลูกเกด ไปเดินเที่ยวในเมือง ตรงนี้เลยได้แวะ สหกรณ์ของสวิสกัน จากนั้นก็นั่งรถรางไปเที่ยวเขต old town ของซูริค และทะเลสาบซูริคอะเน้อ ^^ ช่วงเวลาแถวนี้ก็เป็นเวลาทุ่มนึงแล้ว บ้านเมืองเลยดูเงียบๆ ไม่ค่อยมีคน บรรยากาศไม่ดูอันตรายแต่บทเรียนที่เจนีวาทำให้เราๆ ท่านๆ หวงสัมภาระยิ่งชีพนั่นแล…=w=

เข้า Old Town แล้วค่ะ มาถึงเย็นเลยไม่ได้เข้าโบสถ์
ความจริงจุดที่สวยของเมืองจะเป็นสองฝั่งที่ขนาบทะเลสาป
แล้วมีหลังคาโบสถ์นี้เด่นเป็นสง่า

บ้านเมืองของซูริคยามเย็น ร้านรวงปิดหมดแล้วล่ะ

รถรางในเมืองที่ว่า อ่อลืมเล่าเลยเกือบมีประสบการณ์เฉียดตายที่นี่ล่ะ
เพราะเดินข้ามถนนไม่มอง รถรางห่างจากตัวไม่ถึง 20 ซม ช้อคโคดดด วิ่งกันแทบไม่ทัน

ป้ายเตือนประหลาดในรถเมล์ ไม่อยากบอกไอ้อันสุดท้าย เราไปทำบนรถไฟหลายทีว่ะ 55

ทะเลสาปซูริคค่าา เสียดายถ้ามาตอนเช้าน่าจะสวยกว่าแฮะ แต่มาตอนตกดินก็ได้บรรยากาศดี
เที่ยวเล่นในเมืองจนฟ้ามืดก็กลับเข้าโรงแรม กินมาม่ากัน เป็นการเพิ่มเนื้อที่กระเป๋าด้วยอ่ะนะ วันนี้ไปซื้อกุ้งจากร้านขายของไทยมาด้วยล่ะ อร่อยดี อ่อเวลาไปเที่ยวพวกนี้ขอน้ำร้อนพนักงานได้นะคะ เขาก็ต้มให้ เราก็แค่เอามาม่าใส่ทัพเพอแวร์กัน แต่ของที่นี่แอบเซ็งเจอพ่อครัวจีนขี้วีน เหมือนไม่เต็มใจทำให้ (ทั้งที่พนักงานฟร้อนก็โอเคจะช่วย เราแบบไรฟะ!) แต่ไงก็ได้กินมาม่ากันอ่ะนะ วันนี้ไม่ค่อยมีอะไร จริงๆ อยากไปพิพิธภัณฑ์ของสวิสแต่กลับมาก็ปิดแล้วเสียดายเหมือนกัน จากนั้นพวกฝั่งปลากว่าจะกลับมาก็ดึกมากทีเดียว ทริปเขาเหนื่อยมากแต่สนุกมากเช่นกัน เห็นว่ามีเล่นโหนสลิงลงมาสัมผัสหิมะด้วยล่ะ
วันต่อมาตื่นแบบมีเรี่ยวแรงเต็มที่เพราะจะชาร์จแรงเพื่อเดินทางไปอิตาลีกันแล้ว เหตุที่เลือกจบที่ซูริคเพราะจะจับรถไฟต่อไปเวนิซเนี่ยแหละค่ะ ^^ วันนี้รถไฟออกบ่าย มีเวลาเหลือกลุ่มคนเที่ยวจุงฟาร์เลยไปเดินเที่ยวในเมืองแบบทำเวลา ส่วนเราก็เสียดายร้านชอคโกแลตปิดวันนี้อ่ะน้าแต่ก็มีไปชอปปิ้งที่สถานีกันอีกที วันนี้เป็นวันนั่งรถไฟทั้งวันและเหนื่อยนรก run for your life มากๆ เพราะมีรอบที่ต้องวิ่งจากชานชาลาหนึ่งไปอีกอันหนึ่งในเวลาห้านาที แม่เจ้า =[]=;; รถไฟนั่งกันบ่ายไปถึงก็สองสามทุ่ม เปลี่ยนรถไฟที่ไหนสักที่ลืมแล้ว (เหมือนจะมิลาน?) แล้วก็มุ่งหน้าสู่เวนิซ
วินาทีที่รถไฟแล่นเข้าเวนิซสารภาพว่าประทับใจมากๆๆๆ เลยล่ะ เพราะมองไปข้างทางจะเห็นแต่ทะเลๆๆ >[]< คือเรานึกไปถึงฉากเดียวกับวันพีซตอนนั่งรถไฟเข้าเกาะวอเตอร์เซเว่นอ่ะ จริงๆ จะเรียกทะเลคงไม่ถูกซะทีเดียว มันเหมือนเป็นน้ำกร่อยอ่ะนะ ส่วนตัวรู้สึกว่าการที่รถไฟวิ่งกลางน้ำแล้วแล่นเข้าไปในเกาะมันเจ๋งดีน่ะแหละ =w= เลยอยากจะขอพูดถึงสักหน่อย เสียดายเข้าตอนมืด ถ่ายแล้วเบลอแหลก เลยลงรูปไม่ได้เสียดายจริงๆ จากนั้นก็เข้าสถานี โรงแรมอยู่ใกล้ที่พักค่อนข้างมาก ที่เวนิซเป็นที่พักที่แพงที่สุดค่ะ (40ยูโร T^T) จากนั้นไปหาอะไรกินกัน บรรยากาศเวนิซในคืนแรกให้ความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก…รวมทั้งการที่ได้เห็นพี่มืดเอาพวกกระเป๋าแบรนด์เนมวางแบกะดิน…เอ่อ นั่นใช่ที่เพ่ไปวิ่งราวมาป่ะคะ (มีแซวพวกกิฟท์ว่าระวังจะได้เห็นกระเป๋าตัวเองไปอยู่ตรงนั้นล่ะ 55)

พยายามมือนิ่งที่สุดแล้ว ตรอกใกล้สถานีในเวนิซค่ะ
เห็นข้างขวามือมั้ยนั่นคือพวกจิตกรวาดรูปเวนิซขายน่ะ

เลือกกันนานลงท้ายเลือกร้านนี้น่ะ

บรรยากาศร้านแรกที่ไปกิน แน่นอนต้องมีจุดขายพวกหน้ากากคาร์นิวัล

ตกแต่งด้วยภาพ ชอบภาพในร้านนี้น่ะเลยถ่ายมา

อีกใบ จริงๆ หน้ากากพวกนี้มันจากละครพื้นเมือง หรือละครเร่ในยุคเรอเนสซองส์ของอิตาลี
เรียกว่า คอมมีเดีย เดล’อาเต้ (Commedia dell’Arte)
ไว้เอนทรีหน้าจะพยายามหาเวลามาเขียนเล่าแทรกให้นะคะ
ร้านมีให้เลือกละลานตามาก ลงท้ายเลือกร้านนี้ซึ่งอร่อยใช้ได้เลย (เป็นร้านที่ชอบอันดับต้นๆ…เพราะจากนั้น ฮึกๆ ไว้เล่าเอนทรีหน้า) แน่นอนเราต้องสั่ง โบลอคเนส!!! ชอบที่สุดเลยยยยยยยย ส่วนปลาก็สั่งคาโบนาล่า ซึ่งขอคอมเม้นว่าคาโบนาล่าต้นฉบับนี่มันอร่อยจริงๆ กินแล้วไม่เลี่ยน เอาล่ะลงรูปเลยแล้วกันเพื่อความเข้าใจง่าย

อันนี้ของใครนะ ลืม?

สปาเกตตี้หมึกของหมึกน้อย ^^ (ที่ตอนหลังหาร้านกินอีกยากจัง)

คาโบนาล่าของปลา (พยายามจัดให้สวยแล้ว)
โบลอคเนสถ่ายมาสั่วมากเลยไม่ลง

ลองสั่งออเดิร์ฟหอยเชลล์มากิน เราว่าอร่อยดีแต่คนอื่นบอกคาว

มาถึงจานของหวาน สังเกตว่าแสงเปลี่ยนได้เพราะมันปรับแสงกล้องแล้ว
อันนี้ครีมบูเล่ต์ค่ะ ^^

อะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้แต่อร่อยดี
อาหารอิตาลีกินยังไงก็ชอบจริงๆ พูดแล้วอยากกลับไปหาร้านกินอีก =w= ออกมาอิ่มมากเลยยังไม่ได้กินเจลาโต้ (จริงๆ ทริปนี้เรากินไอติมค่อนข้างน้อยอ่ะนะ) เจอศิลปินวาดภาพแบกะดินข้างทางเลยซื้อภาพเป็นของฝากให้อี๊เค้งกลับไปด้วย

ไอติมที่กะจะกินในคืนวันพรุ่งนี้ ^w^ มีหลายรสให้เลือกสรร
อิ่มหมีพีมันกลับโรงแรม พรุ่งนี้ก็จะไปเที่ยวเวนิซทั้งวันและได้พบการเสียรู้ให้กับร้านค้าอิตาลีฉะนี้แล T_T จะเป็นยังไงไว้ต่อกันเอนทรีหน้าค่ะ
เม้นขอติดไว้ก่อนพิมพ์จนเมื่อยมือ 55
มาแปะละ
ตอบเม้นค่ะ
คุณเทราสเฟียร์: จริงๆ จะบ้านของบาชก็ไม่เชิงน่ะค่ะ เพราะมองจากยอดเขาของคุณพี่แหะๆ แต่ตอนที่โดนขโมยกระเป๋าคิดถึงบาชเยค่ะ อยากได้ท่านมายิงโจรทิ้งเล้ยย
คุณดาร์ค: ก็แบบเป็นประสบการณ์ที่(ไม่)น่าจดจำเลยทีเดียวค่ะ ที่ตลกคือไม่เจอโจรที่ปารีสกับอิตาลีค่ะ (แต่เจอตุ๋นและเสียรู้ที่อิตาลีอ่า) แต่เรื่องที่สเปนน่ากลัวมาก!! ตอนแรกเรามีแผนจะไปสเปนเหมือนกันแต่ไม่ได้ไปแล้ว อ่านแล้วยังคิดเลยถ้าเจอสถานการณ์เดียวกันเครียดแย่ คิดเหมือนคุณแม่คุณดาร์คเอกสารสำคัญกว่าเงินเน้อ
เชียร์ให้มาเที่ยวยุโรปนะคะ ^^ ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าแต่ละประเทศก็แตกต่างกันน่าสนใจมากก (ยังคิดเลยมาเรียนต่อที่อังกฤษมันดีตรงนี้นี่เอง 55)
แยม: ดีใจที่ชอบรูปนี้น้าา ตอนคัดรูปยังดีใจเลยที่ อร้ากก ถ่ายแล้วไม่เน่าแฮะ >v< ขำถ้ำดิสโก้จริงๆ มีถ่ายตอนไฟเปลี่ยนสีด้วยนะ ถ้าเอามาลงยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่กร้ากก
กัปปี้: เออตอนแรกนึกว่าบลอคจะไม่เบี้ยวแล้วเชียว สุดท้ายยังดี ภาพหล่นลงมาข้างล่างพอดี ดีใจที่อ่านแล้วสนุกนะ บางทีกลัวเล่าไม่รู้เรื่องอ่ะ มองบลังต์ เออ นึกถึงเค้กเหมือนกันเลย อร่ากก พูดแล้วหิวเค้กอยากกิน
คุณเส่ง: เห็นด้วยค่ะ ทะเลเมฆนี่ปลื้มจริงๆ ตอนมองลงไปอ่ะ
เจ๊ปุ๋ม: จริงๆ อยากบอกติ่นเต้นไปถ้ำมากกว่าปีน แต่พอกลับมาคิดว่าบนยอดประทับใจไปอีกอย่างแฮะ 55
น้อง shadow: รูปนกลงพุงขำเนอะ 55 จริงๆ พื้นมันไม่ได้เป็นระบบอะไรขนาดนั้นอ่ะ แต่คือเขาปูมาให้เรียบร้อยเท่านั้นแหละ ฮาา
คุณ pau: แฮ่ๆ เราเป็นพวก chocolate addicted ค่ะ (ติดชอคโกแลตมากกว่าไอติม) ตอนอยู่สวิสเลยปลาบปลื้มมากว่ากินเจลาโต้ 55 แต่ชอคโกแลตสตอเบอรี่มันยอดมากกกกจริงๆ พูดแล้วอยากกินชะมัดเลย
พี่เก๋: กรี๊ดดดดดด ไม่ต้องห้ามแต่สะเทือนอารมณ์ค่ะ T^T แต่อ้วนขึ้นนะ มีช่วงนี้เหมือนจะผอมลง (กร้ากก หลอกตัวเอง) ทริปวันต่อไปจะยิ่งอ้วนค่ะ พุงป่องได้น่ากลัวมาก แบบให้เพื่อนลูบขอหวยได้ทุกวัน แต่รูปสุดท้ายเหมือนหิมะถล่มจริงๆ เนอะ ^^
คุณ seliana : ขอบคุณที่ชอบค่าา vvv ได้ยินว่าถ่ายออกมาดีแล้วดีใจ TvT
(ไม่ค่อยเลยอีนี่...)
(เห็นแววอ้วนมาแตไกล)
ชอบบรรยากาศบ้านเมืองยุโรปมากๆเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมของที่นั่น >w< เห็นแค่ในรูปก็รู้สึกอลังการงานสร้างมากๆแล้ว
ถ้าได้ไปเห็นของจริงคงฝันอยู่ในแน่ๆค่ะ ดาร์กชอบอะไรแนวๆนี้
เวนิซ อิตาลี เป็นเมืองในฝันของเราตั้งแต่มัธยมแล้วล่ะค่ะ
สักวันต้องไปเยือนให้ได้จริงๆ
อาหารน่ากินมากๆ โฮกกกกโดยเฉพาะขนม ไอติมพวกเจลาโต้ได้ยินว่าเป็นไอติมที่อร่อยที่สุดในบรรดาตระกูลไอติมทั้งหมดค่ะ เพราะปริมาณไขมันเยอะสุด เนื้อก็เข้มสุดด้วย ^^"
เรื่องป้ายเตือนแปลกๆนี่คงไม่มีที่ไหนแปลกสุดเท่าญี่ปุ่นเพราะเคยเห็นป้ายห้ามทำที่เป็นรูปชายหนุ่มหญิงสาวจะ มีอะไรกันในห้องน้ำ
แล้วยังรูปตกปลาในห้องน้ำอีก ^^"
ยังไงก็รอรีวิวต่อไปนะคะ ^^
#1 By dark_shochan on 2009-06-05 01:38