[APH Fanfiction] Long Distance
posted on 10 Jun 2009 17:32 by chibiตอนนี้แบบสอบถามได้มาพอสมควรละ คงไม่ต้องแปะซ้ำให้เบื่อกัน (ขอบคุณทุกคนที่ช่วยทำมากๆ เหมือนเคยนะคะ >O<) และ June Write ยังไม่ได้หน้ายิ้ม T^T งอแงๆ และ...ไม่ทันอีกแล้วไม่ได้เขียนทริปอิตาลีเลย คิดอยู่เอาที่เที่ยวอังกฤษมาเม้าแทนดีมั้ยอาจจะสั้นขึ้นอ่ะ แหะๆ
แต่วันนี้ขอแปะฟิคแล้วกันนะคะ แล้วก็เหมือนเคย...
เนื้อหาในเอนทรีนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก หากท่านมีความอ่อนไหวเกี่ยวกับประเทศ หรือความสัมพันธ์เกี่ยวกับประเทศ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ทิ้งด้วยค่ะ ^^
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Y Alert! เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริงของเฮตาเลียแต่ประการใด และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y ค่ะ
Preface: คราวนี้เลือกฟิคเป็นซูฟินอีกตามเคย ^^ เรื่องนี้เป็นซูฟินเรื่องสุดท้ายที่เขียน(หมายถึงหลังจากเรื่องนี้มาไม่ได้เขียนถึงอีกอ่ะ) ตอนนั้นลองเขียนแบบดราม่าๆ ดู แล้วก็พบว่ามันเหมือนเรายังเขียนไม่ถึงอยู่ดีแฮะ -_-a (แต่ถ้าแฟนซูฟินอ่านแล้วชอบเราก็พอใจแล้วล่ะ ฮ่าๆ)
อ่อ กับนิทานในเรื่องเป็นนิทานเรื่อง Snow Queen ของแอนเดอเสนค่ะ (จำได้เคยอ่านตอนเด็ก พอโตแล้วไปเปิดในวิกิ…….เราว่าเรื่องนี้เจ๋งกว่าเรื่อง Little Mermaid นะ ซึ้งจนอยากจับไปแปลงเป็นนิยายวาย >>> เฮ้ย!) เรานำเนื้อหามาเรียบเรียงใหม่เน้อ อ่อย้ำก่อนว่า ผิดเพี้ยนจากข้อมูล ปวศ จริง พอสมควร แต่ถ้าตรงไหนที่สะดุดขั้นเทพแจ้งได้นะคะ จะได้นำไปปรับปรุงการเขียนต่อไป ^^
Title: Long Distance
Pairing: Sweden x Finland
Genre: Drama
กาลครั้งหนึ่งโทรลล์หรือที่พวกมันมักจะเรียกตัวเองว่าปีศาจได้สร้างกระจกขึ้นมาบานหนึ่งซึ่งแทนที่จะสะท้อนภาพตามความเป็นจริงเช่นกระจกทั่วไป กระจกบานนั้นกลับสะท้อนแต่สิ่งที่บิดเบือนจากรูปลักษณ์ความเป็นจริง…และสิ่งที่ร้ายกาจยิ่งกว่านั่นคือกระจกของโทรลล์นั้นจะสะท้อนให้เห็นแต่ความอัปลักษณ์เพื่อสิ่งสวยงามจะได้ดูน่าเกลียด และสิ่งที่น่าเกลียดจะได้ดูเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
พวกโทรลล์ต่างยินดีปรีดาที่ได้ใช้กระจกนั้นสะท้อนภาพต่างๆ บนโลกให้เต็มไปด้วยความน่าเกลียด พวกมันคึกคะนองแบกกระจกขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อกลั่นแกล้งเหล่าเทพยดาบนสวรรค์ หากยังไม่ทันจะปีนขึ้นไปถึงพวกโทรลล์ก็ลื่นล้มและกระจกของโทรลล์ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
เศษกระจกร่วงหล่นไปยังพื้นโลกเบื้องล่าง สายลมพัดพาให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นกระจัดกระจายไปทั่ว บ้างก็ชิ้นใหญ่จนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บ้างก็เล็กเท่าฝุ่นผง กระจกของโทรลล์ปลิวไปทั่วทุกหนแห่ง และบางครั้งเศษกระจกเหล่านั้นก็ฝังลงที่ดวงตาและหัวใจของผู้คน…
เมื่อใดที่กระจกของโทรลล์ฝังอยู่ในดวงตา เมื่อนั้นเราจะเห็นแต่ความอัปลักษณ์ และเมื่อกระจกนั้นปักลงกลางหัวใจ…หัวใจดวงนั้นจะมีแต่ความเย็นชาด้วยสายตานั้นมองเห็นทุกอย่างบนโลกใบนี้เต็มไปด้วยความน่ารังเกียจ
บางทีกระจกของโทรลล์อาจจะหลงอยู่ในดวงตาและหัวใจของเขา…
เพราะตอนนี้เขาไม่อาจเห็นอะไรอื่นนอกจากความเกลียดชังบนโลกใบนี้
**********
เดือนกันยายนแม้จะเรียกว่าฤดูใบไม้ร่วง หากอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว ถ้าคิดในแง่ดีการเดินทางผ่านป่าในช่วงเวลานี้อาจจะดีก็ได้เพราะถ้าเข้าเดือนพฤศจิกายนหิมะก็จะเริ่มตก ถึงท้องฟ้าวันนี้จะเต็มไปด้วยเมฆจนขาวโพลน แต่ยังไงเสียมันก็ยังดีกว่าฝนตกแบบเมื่อหลายวันก่อน
…ไม่สิ ถึงจะยกดินฟ้าอากาศมาอ้าง จะเวลาไหนมันก็แย่พอกันทั้งนั้นแหละ…สวีเดนคิดในใจเงียบๆ ขณะย่างก้าวผ่านป่าซึ่งในตอนนี้ต้นไม้ทุกต้นต่างผลัดใบจนแห้งโกร๋น สองเท้าเหยียบย่ำใบไม้แห้งเสียงดังกรอบแกรบ หากเสียงนั้นก็ไม่ดังเท่าเสียงเรียกชื่อของเขา
“ซูซังๆ…จะรีบเดินไปไหน รอผมด้วยสิครับ” คนตัวเล็กซึ่งอยู่เคียงข้างเขาเสมอร้องเรียก
เขาหยุดเดินทันทีเพื่อรออีกฝ่าย ไม่ได้ตั้งใจจะเดินเร็วจนฟินแลนด์ต้องวิ่งตามจนเหนื่อยหอบแบบนี้เลย นัยน์ตาสีเทอควอยส์หรี่มองร่างที่ยืนหอบฮั่ก
“ซูซัง…จ้องผมทำไมเหรอ” ฟินแลนด์ยังคงถามเขาด้วยน้ำเสียงหวาดๆ เหมือนเคย
“ขอโทษนะ…” น้ำเสียงเยือกเย็นดุจน้ำแข็งตอบ ก่อนจะหันหลังมุ่งเดินต่อไปตามเส้นทางอันรกร้าง
“เอ่อ…แค่ผมเดินตามซูซังไม่ทันไม่เห็นต้องขอโทษเลย ด…เดี๋ยวก่อน นี่ซูซังรีบเดินอีกแล้วนะ รอผมก่อนสิครับ” ฟินแลนด์ซึ่งยืนทำหน้าเหวอได้สติรีบไล่ตาม
ไม่ใช่…ฉันไม่ได้ขอโทษที่เดินไปโดยไม่รอนาย
ฉันขอโทษ…ขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องนายได้อีกต่อไปแล้ว
ดวงตาสีเขียวสว่างใต้กรอบแว่นก้มมองสองมืออันว่างเปล่าก่อนจะเงยขึ้นมองเส้นทางเบื้องหน้า ทั้งที่ยังมองไม่เห็นจุดหมายหากเขาก็อยากให้ถนนเบื้องหน้าทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด เรียวปากได้รูปเม้มเป็นเส้นตรงเมื่อคิดถึงอนาคตซึ่งรออยู่ปลายทาง…
พ้นจากป่านี้ไปพวกเราก็จะไปถึงชายแดนรัสเซีย
ถึงตอนนั้นก็ถึงเวลาต้องเอ่ยลากันแล้วสินะ…
ฟิน…
นี่ฉัน…ต้องปล่อยมือไปจากนายจริงๆ หรือ?
ในวันนั้นเศษกระจกชิ้นหนึ่งก็ปลิวมาเข้าตาของเด็กชาย นับจากนั้นเขาก็กลายเป็นคนเย็นชา ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดบนโลกนั้นสวยงาม…ยกเว้นเพียงแต่เกล็ดหิมะสีขาวซึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้าเท่านั้น
ทั้งที่ห้องโถงสำหรับใช้ประชุมนั้นกว้าง หากในตอนนี้บรรยากาศโดยรอบกลับกดดันให้ห้องนั้นดูเล็กไปถนัดใจ ร่างสูงใหญ่นึกขณะยืนนิ่ง สายตาจับจ้องผู้เป็นเจ้านายซึ่งนั่งหลังตรงอยู่เบื้องหน้า
“เราไม่มีทางเลือกแล้วล่ะ” เจ้านายของเขาเอ่ยด้วยท่าทีสงบซึ่งเขาได้แต่รับฟังท่ามกลางเสียงรอบข้างซึ่งดังเซ็งแซ่
“ผู้แพ้มีสิทธิเลือกได้ที่ไหน”
“ถ้าตอนนั้นยอมตกลงกับไอ้พวกฝรั่งเศสก็ดีหรอก”
“งี่เง่าน่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลเลยนะใครจะยอมง่ายๆ”
“แต่สุดท้ายก็ต้องเสียให้พวกหมีขาวมันอยู่ดี แถมนี่เรายังเสียไพร่พลไปตั้งเยอะ ใครล่ะจะรับผิดชอบ”
“ต้องโทษอังกฤษด้วยแหละ ทำพวกเราเดือดร้อน”
คำกล่าวโทษผลักหาคนผิดนั้นช่างน่าเบื่อเกินทานทน ทั้งที่พวกเราต่างก็ผิดด้วยกันทั้งนั้น แม้ใบหน้าของสวีเดนจะเรียบเฉยหากใต้หน้ากากน้ำแข็งนั้นกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย ไม่ว่ายังไงสุดท้ายก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์และพวกเขาก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในการพิชิตคู่ต่อสู้ฝั่งตรงข้ามเท่านั้น
ช่างเป็นความจริงที่น่ารังเกียจเหลือเกิน…
“ฟังอยู่หรือเปล่าสวีเดน…” ถ้อยคำของเจ้านายปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์
“ครับ…”
“ตามที่เราตกลง มะรืนนี้เธอจะต้องพาฟินแลนด์ไปส่งมอบให้กับรัสเซีย”
“…”
“ตามแผนที่ รัสเซียจะส่งคนมารับฟินแลนด์ตอนเที่ยงวัน เพราะฉะนั้นเริ่มออกเดินทางตั้งแต่…”
“ผมจะสู้อีกครั้ง…” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยมาประโยคเดียวแต่ทำคนทั้งห้องครางฮือ
ผู้เป็นนายส่ายหน้าด้วยความหนักใจ “สวีเดนฉันคิดว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ จะไม่มีการต่อสู้อีกแล้ว เราเสียกำลังพลไปเยอะมาก และสู้ต่อไปก็เห็นผลกันอยู่”
“…”
“เธอเป็นคนเก่ง น่าจะรู้ดีตอนนี้ผลสรุปมันออกมาแล้ว”
“…”
“ยอมรับความจริงซะเถอะว่าเราแพ้…”
ตึงงง!!!
เสียงทุบโต๊ะดังก้องในความเงียบจนคนทั้งห้องสะดุ้งเฮือกด้วยเป็นครั้งแรกที่สวีเดนแสดงความกราดเกรี้ยวออกมา ใบหน้าเรียบเฉยฉายแววถมึงทึง ดวงตาสีเทอคว้อยส์เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองไม่อาจยอมรับการตัดสินใจครั้งนี้ได้
“กรุณาทบทวนการตัดสินใจใหม่อีกครั้งเถอะครับ” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยซ้ำ
“ไม่มีการตัดสินใจซ้ำสอง เราทำสนธิสัญญากับรัสเซียไปแล้วนะสวีเดน” คนเป็นเจ้านายอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักใจ “ที่สำคัญเราไม่ได้แพ้ทั้งหมด เราเสียพื้นที่แค่ฟินแลนด์เท่านั้น”
ไม่ใช่แค่ฟินแลนด์…
ฟิน…คือทุกอย่างของเขา
สวีเดนรู้ดีว่าตนเองกำลังดื้อดึงอย่างไร้ประโยชน์ ทั้งที่รู้ว่าตัวเขาเองเพียงลำพังไม่อาจแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ กระนั้นเขาก็ยังอยากจะพยายาม
.
.
.
แม้บทสรุปความพยายามนั้นจะไร้ค่าก็ตาม…
“ลองลืมตามองดูรอบข้างเถอะสวีเดน มีใครเห็นด้วยกับเธองั้นหรือ”
ชายหนุ่มร่างสูงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับกวาดตามองไปรอบห้อง ได้แต่กัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจเมื่อสิ่งที่เห็นนั้นมีเพียงผู้คนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา หรือหากใครโชคร้ายทันได้สบตากับเขา สวีเดนก็เห็นแต่สายตาซึ่งเต็มไปด้วยความขลาดกลัวในแสนยานุภาพของฝรั่งเศสกับรัสเซียเท่านั้น
…นี่คือคำตอบ คำตอบซึ่งเขาจำต้องยอมรับ หัวใจของสวีเดนตอนนี้ราวกับห่อหุ้มด้วยน้ำแข็ง…และน้ำแข็งนั้นมีชื่อว่าความเกลียดชัง
บนโลกนี้ทุกอย่างล้วนอัปลักษณ์
เขาชิงชังในความขลาดกลัวของผู้คน
อยากสาปแช่งความพ่ายแพ้โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้
เกลียด…เกลียดทุกอย่างที่พรากฟินไปจากเขา…
หากเหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือความอ่อนแอ
…เกลียดตัวเองที่อ่อนแอจนไม่สามารถปกป้องคนสำคัญที่สุดได้
กระจกของโทรลล์…บนโลกนี้ยังมีสิ่งสวยงามหลงเหลืออยู่บ้างไหม
“ซูซัง หยุดพักก่อนมั้ย นี่เราเดินมาตลอดเช้ายังไม่กินอาหารกลางวันกันเลยนะครับ” ฟินแลนด์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย
สวีเดนรู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะอยากโวยวายเอาแต่ใจ ใบหน้าดุดันจ้องมองดวงตาสีอะเมทิสต์อันใสซื่อ ความอ่อนโยนในดวงตาคู่นั้นบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มร่างเล็กกังวลและเป็นห่วงเขา
ฟินยังคงแสนซื่อและไร้เดียงสาไม่เคยเปลี่ยนไปจากวันที่พบกันครั้งแรก ยิ่งเห็นท่าทีแบบนี้ตอนไปอยู่กับรัสเซียจะลำบากหรือเปล่า ถึงฟากโน้นจะมีเพื่อนของฟินอยู่บ้างก็จริง แต่รัสเซียก็เป็นคนที่น่ากลัว เมื่อไม่มีการคุ้มครองจากเขาแล้วฟินจะดูแลตัวเองได้ไหมนะ
คำถามมากมายอัดแน่นในหัวสมองสวีเดนขณะจ้องมองอีกฝ่ายเงียบๆ ดูเหมือนเขาคงจ้องนานไปหน่อยคนตรงหน้าจึงเปลี่ยนมาโบกไม้โบกมือ
“เอ่อ…แต่ถ้าซูซังอยากเดินทางต่อก็ไม่ว่าอะไรนะครับ ผมแค่กลัวซูซังเหนื่อยเท่านั้นเอง”
“นั่งพักเถอะ…” สวีเดนเอ่ยพร้อมกับเดินไปนั่งลงตรงหินก้อนใหญ่ วูบหนึ่ง…เขานึกเสียใจที่ทำให้ฟินกลัวเขาขึ้นมาอีกแล้ว
ช่างเถอะ…ยังไงนี่คงเป็นครั้งสุดท้าย
ได้แต่ทอดถอนใจขณะหยิบเสบียงจากย่ามเดินทางส่งให้ฟินแลนด์ซึ่งยังคงยืนเลิ่กลั่ก “ส่วนของนาย รับไปสิ…”
มือขาวเนียนรับขนมปังจากมืออีกฝ่ายก่อนจะลงมานั่งข้างๆ “เอ่อ…ขอบคุณครับซูซัง”
เงียบ…ไม่มีคำตอบนอกจากพยักหน้า เขาไม่เคยนึกอยากขอบคุณนิสัยพูดน้อยของตัวเองครั้งไหนมากเท่าครั้งนี้เลยจริงๆ สวีเดนเอ่ยกับตนเองขณะกัดขนมปังเงียบๆ
เพราะหากเป็นคนพูดมาก คงได้เผลอพูดอะไรให้คนที่เขารักต้องเสียใจเป็นแน่…
“วันนี้เราออกมาสำรวจป่าไกลจากค่ายพอดูเลยนะครับ” น้ำเสียงใสซื่อชวนคุย…ฟินยังคงไม่รู้ ยังคิดว่าวันนี้พวกเขามาสำรวจป่าเพื่อเตรียมการรบอย่างที่เคยทำเสมอมา
เป็นความคิดที่ผิดหรือเปล่านะ ที่จะปิดบังไม่ให้อีกฝ่ายรู้จนวินาทีสุดท้าย…สวีเดนได้แต่ถามตัวเองขณะจ้องมองท้องฟ้าอันขาวโพลน
พระเจ้า…ผมไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงคนตรงหน้าเลยจริงๆ มันเป็นเพียงความห่วงใย ก็แค่ไม่อยากให้ฟินต้องวิตกกังวลจนเกินไปกับข่าวร้ายนี้
.
.
.
ขอโทษครับพระเจ้า ผมโกหก ความจริงแล้วทั้งหมดคือความเห็นแก่ตัวของผม…ผมเพียงแค่อยากจะหลอกตัวเอง อยากจะแสร้งลืมความจริงที่ว่าอีกไม่นานฟินต้องจากผมไปก็เท่านั้น
พวกเขาสองคนลงมือรับประทานอาหารกลางวันท่ามกลางป่าเขาอันเงียบสงบ ทั้งที่อากาศค่อนข้างเย็น และเป็นมื้ออาหารอันแสนเรียบง่าย กระนั้นเพียงแค่ได้อยู่กับคนที่รัก สวีเดนก็คิดว่ามันเป็นอาหารมื้อวิเศษจนเขาอยากจะหยุดช่วงเวลาเอาไว้ตรงนี้เหลือเกิน
ทั้งที่ในหัวเอาแต่คิดเรื่องไร้สาระ ทว่าคนไม่รู้อะไรยังชวนเขาคุยไม่หยุดปาก ฟินมักทำอย่างนี้เสมอ คอยพูดคุยให้โลกของเขาไม่น่าเบื่อจนเกินไป ทั้งที่เขาเป็นคนเงียบๆ เรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยเก่ง ไม่เห็นมีอะไรชวนให้น่าคบหาเลยแม้แต่น้อย
กระนั้นฟินก็ยอมอยู่กับคนอย่างเขา…มอบรอยยิ้ม และช่วงเวลาดีๆ เป็นความทรงจำมากมายให้จดจำ
“ผมมันคนไม่ได้เรื่อง ทำให้ซูซังเดือดร้อนอยู่เรื่อย” ครั้งหนึ่งฟินเคยพูดกับเขา ก่อนจะทำหน้าตื่นตระหนกพร้อมกับร้องขอโทษเมื่อเจอเขาส่งสายตาขุ่นขวางกลับไป
ในตอนนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ฟินตกใจเลย ความจริงเขาแค่อยากจะบอกว่าทุกสิ่งที่ฟินร้องขอไม่ใช่การรบกวน ไม่เลย…ไม่มีสักครั้งที่ฟินจะสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้เขา
เพราะความสุขของเขาคือช่วงเวลาที่มีฟินอยู่ด้วยนั่นเอง…
ทั้งที่มีคำพูดมากมายเอ่อล้นอยู่เต็มอก สวีเดนกลับไม่พูดอะไรออกไป นัยน์ตาสีเขียวสว่างเลือกที่จะเฝ้ามองใบหน้าอันแสนร่าเริง จดจำทุกถ้อยคำที่ฟินเอ่ยเพื่อเก็บเป็นความทรงจำไว้แทน
ไม่ควร…เราไม่สมควรจะพูดอะไรออกไป
อีกไม่นานก็จะจากกันแล้ว…ถ้าต้องมารู้สึกอาวรณ์ต่อกันจะทำให้ฟินเศร้าใจเปล่าๆ
.
.
.
อาจจะดูเห็นแก่ตัว แต่เขาอยากรักษารอยยิ้มของฟินเอาไว้จนวินาทีสุดท้าย
“จะว่าไปไม่ได้กลับบ้านกันมาตั้งหลายเดือนแล้ว ไม่รู้ป่านนี้เจ้าฮานะทามาโกะจะเป็นยังไงบ้างนะครับ” ฟินแลนด์เอ่ยขึ้นมาลอยๆ รู้ดีว่าร่างบางไม่ได้ตั้งใจ หากคำพูดนั้นก็บาดลึกลงไปในหัวใจจนสวีเดนพูดอะไรไม่ออก
ฟิน…จะให้ฉันบอกนายได้อย่างไรว่านายคงจะไม่ได้เจอกับฮานะทามาโกะอีกแล้ว…
ไม่รู้สีหน้าเขาแสดงออกชัดเกินไปหรืออย่างไร ใบหน้าขาวเนียนจึงชะงักไปก่อนจะตอบเสียงเบา “เอ่อ…สงสัยผมจะพูดมากไปหน่อย”
นัยน์ตาสีเทอควอยส์หันมาจ้องมองนิ่งเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
“ถ้าทำให้รำคาญ ผมต้องขอโทษซูซัง…อ๊ะ…” น้ำเสียงทุ้มนุ่มหลุดแว่วจากลำคอเมื่อมือใหญ่หนารั้งเอวบางเข้ามาโอบกอดไว้แน่น
ขอโทษทำไม…ฉันต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายขอโทษ
เกลียดตัวเองที่ทำให้นายตื่นตกใจเสมอ
เกลียดตัวเองที่ทำให้นายต้องพร่ำขอโทษเสมอมา
เกลียดตัวเองที่ไม่เคยพูดอะไรให้นายสบายใจ
เกลียดตัวเอง…แค่สิ่งสำคัญที่สุดกลับไม่มีปัญญารักษาเอาไว้ได้
“ซ…ซูซัง…” ฟินแลนด์เอ่ยเสียงเบา และเพียงเอ่ยนาม สองมือใหญ่หนาก็ยิ่งกระชับกอดแน่นยิ่งกว่าเดิม
ฟิน…เรียกชื่อฉันอีก
เรียกซูซัง…แบบที่นายชอบเรียกเสมอมา
ได้โปรดเรียกซ้ำๆ ให้ฉันได้จดจำเสียงของนายตราบนานเท่านาน
ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในที่สุดอาหารมื้อเที่ยงซึ่งรับประทานก่อนเวลาก็สิ้นสุดลง โชคดีที่ฟินไม่ซักไซร้ถามเหตุผลที่เขากอด ขอบคุณนิสัยประหยัดคำพูด ขอบคุณที่ฟินเลือกจะเงียบแล้วไม่พูดอะไรอีก
วิ้ว…วิ้ว…
สายลมพัดผ่าน ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่หมู่เมฆอึมครึมเริ่มเคลื่อนตัวผ่านไป วันนี้อากาศช่างดีตรงข้ามกับจิตใจของเขาซึ่งหดหู่เหลือทน สวีเดนคิดด้วยหัวใจชิงชังขณะจ้องมองพระอาทิตย์ซึ่งโผล่พ้นจากก้อนเมฆลอยเด่นเหนือศีรษะ
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า…เหลืออีกไม่ถึงชั่วโมงก็จวนจะถึงเวลานัดหมาย ใจของสวีเดนได้แต่รับรู้ด้วยความขื่นขม หากสองเท้าก็จำต้องก้าวเดินต่อไปแม้ว่าทุกย่างก้าวที่เดินนั้นช่างหนักอึ้งราวกับขาทั้งสองถูกตรวนด้วยโซ่เหล็กก็ตาม
วิ้ว…วิ้ว…
ลมยังคงโบกสะบัด นัยน์ตาสีเทอคว้อยส์พิศมองหมู่นกที่บินผ่าน ดูจากทิวทัศน์รอบข้าง…ไม่ช้าไม่นานพวกเขาจวนจะเดินพ้นป่านี้ไปแล้วสินะ
ในวันหนึ่งขณะที่เด็กชายออกไปเล่นสกีคนเดียว สตรีแสนสวยน่าเกรงขามก็บังคับล้อเลื่อนผ่านมา เธอคือราชินีหิมะผู้งดงาม และเพียงแค่สบตาระหว่างที่เด็กชายหลงใหลในความงามอันเยือกเย็น ราชินีก็นำเขาขึ้นไปนั่งข้างๆ เสียแล้ว
นึกถึงตำนานราชินีหิมะซึ่งเคยเล่าขาน…หากตอนนี้เป็นฤดูหนาว แล้วราชินีหิมะปรากฏกายมาลักพาพวกเขาไปก็คงจะดี ฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่หากเรื่องเพ้อฝันจะช่วยให้เขากับฟินได้อยู่ด้วยกันเขาก็ปรารถนาที่จะทำ
หรือบางทีเราสองคนจะหนีไปด้วยกันอีกครั้ง…
…เหมือนเช่นวันนั้นที่เราหนีจากเดนมาร์คมาด้วยกัน
พลั่กกก!!!
เสียงดังจากเบื้องหลังทำให้สวีเดนเหลียวหลังกลับไปมองแทบจะทันที ใบหน้าเงียบขรึมตื่นตระหนกเมื่อคนซึ่งเดินตามหลังมาตลอดการเดินทางจู่ๆ ก็สะดุดล้มหน้าคว่ำลงไปกับพื้น
“ฟิน!!” ร่างสูงวิ่งกลับไปดูอาการอีกฝ่ายอย่างตื่นตระหนก บ้าจริง! เมื่อกี้เขาก็เห็นรากไม้นั่นอยู่ตำตาแท้ๆ ทำไมเขาถึงไม่เตือนฟินล่วงหน้านะ
ฟินแลนด์ยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นเดิมแม้ว่าเขาจะวิ่งมาถึงก็ตาม สวีเดนรีบเข้าไปประคองถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรใช่มั้ยฟิน”
“ผม…ไม่เป็นไร” น้ำเสียงปร่าแปร่งต่างจากที่เคยจนสวีเดนรู้สึกได้
“…”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับซูซัง” เสียงนั้นเอ่ยย้ำกับเขาอีกครั้ง สวีเดนไม่อาจมองเห็นสีหน้าของฟินแลนด์ในยามนี้ด้วยอีกฝ่ายโผกอด ความอบอุ่นจากวงแขนทำให้ใจเขาอุ่นวาบก่อนจะเต้นแรงเมื่อฟินซบหน้าลงแผ่นอกกว้าง
“ผมไม่เป็นไรจริงๆ เพราะฉะนั้นซูซังไม่ต้องเป็นกังวลนะครับ” ราวกับต้องการกระซิบบอกที่หัวใจ สวีเดนได้แต่นิ่งอึ้ง
นายรู้อย่างนั้นเหรอ…
“เราอยู่ด้วยกันมานานเท่าไรแล้ว อย่าคิดว่าผมโง่สิครับซูซัง” ฟินพูดติดตลกหากน้ำเสียงนั้นเศร้าจับใจ
“ฟิน…ฉันขอโทษ” เมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายต้องทนเก็บความรู้สึกไว้มากมายเพียงใด ความรู้สึกผิดที่ปิดบังก็ท่วมท้น
“ผมก็ขอโทษครับ…ที่แกล้งทำเป็นไม่รู้มาตลอด ผมเองก็อยากให้ซูซังสบายใจ แต่ว่า…” นัยน์ตาสีอะเมทิสต์ช้อนมอง “พอมองซูซังที่เป็นอย่างนี้ผมก็ทนไม่ได้”
“…”
“ซูซังครับ ผมขอร้องอย่าโทษตัวเองเลยครับ”
“…”
“อย่าโทษที่ตัวเองอ่อนแอ อย่าโกรธเกลียดทุกอย่างบนโลกใบนี้”
“…”
“ผมรู้ดีซูซังไม่เคยอ่อนแอ เป็นคนที่เข้มแข็งยิ่งกว่าใคร เพราะฉะนั้นคนอย่างซูซังไม่เหมาะกับความอาฆาตแค้นหรอกนะครับ”
“…”
“จริงอยู่ที่การแยกจากกันมันน่าเศร้า แต่แม้ผมจะไม่อยู่กับคุณจากนี้ไป…”
“…”
“แต่ความทรงจำของพวกเราก็จะยังคงอยู่ตลอดไปนะครับ”
เป็นเพราะอ้อมแขนของฟินหรือเปล่า ทั้งที่อากาศนั้นหนาวเหน็บในตอนนี้สวีเดนกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นผ่านผิวกายซึมลึกลงไปถึงหัวใจอันด้านชา
“ฟิน…” มือใหญ่หนาลูบไล้ใบหน้าขาวเนียนเบาๆ คำพูดอันน้อยนิดได้กลั่นกรองจากใจ “ขอบคุณ…ขอบคุณจริงๆ”
ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างมาตลอด
“ขอบคุณ…ขอบคุณเช่นกัน” ฟินแลนด์ขานรับถ้อยคำนั้น
ขอบคุณที่คอยดูแลผมเสมอมา
.
.
.
“ส่งเท่านี้ก็พอแล้วครับ” เสียงนั้นดังกังวานในขณะที่พระอาทิตย์ลอยเด่นเหนือศีรษะ แสงสว่างสาดส่องลานกว้างเจิดจ้าจนแสบตา
สวีเดนยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม เบื้องหลังของเขาคือป่าสนอันเงียบงันซึ่งในไม่ช้าเขาต้องเดินกลับเข้าไปในป่าแห่งนี้เพียงลำพัง
“ถ้ามีอะไรก็ติดต่อมานะ” สวีเดนเอ่ย รู้ดีว่าตนเองรวบรวมถ้อยคำไม่เก่งหากเพื่อคนตรงหน้าเขาก็จะพยายามเรียบเรียงให้ดีที่สุด “ไม่ว่าเรื่องอะไร…ฉันก็จะช่วยนาย ฉันพร้อมจะทำทุกอย่าง”
“ขอบคุณครับซูซัง” ฟินแลนด์เขย่งตัวขึ้นไปกอดร่างสูงใหญ่ มือขาวเนียนตบบ่าอีกฝ่าย “ซูซังก็รู้ เห็นอย่างนี้ผมก็เข้มแข็งนะ จริงอยู่ว่ารัสเซียนั้นน่ากลัว แต่ผม…จะพยายาม”
ไม่มีคำขานรับนอกจากสองแขนนั้นโอบกอดเขาอีกครั้ง ฟินแลนด์ยิ้มทั้งน้ำตา…จวบจนวันแรกที่ได้พบกัน ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง อ้อมกอดของซูซังก็อบอุ่นไม่เคยเปลี่ยนแปลง
การโอบกอดครั้งสุดท้ายกินเวลาอยู่นาน ท้ายที่สุดคนทั้งสองก็จำต้องจากลา ฟินแลนด์ปาดน้ำตาพร้อมกับส่งยิ้มให้ซูซังซึ่งวางสีหน้าเฉยเมยไม่เคยเปลี่ยน
“รักษาสุขภาพด้วยนะครับซูซัง”
“ฮื่อ…”
“งั้นลานะครับ…”
นั่นคือถ้อยคำสุดท้าย…บนผืนดินรกร้างอันกว้างใหญ่ นัยน์ตาสีเทอควอยส์จับจ้องแผ่นหลังบอบบางซึ่งเดินห่างเขาออกไปไกลจนลับสายตา
คงเป็นเพราะแสงแดด ภาพตรงหน้าจึงพร่าเลือนมองอะไรไม่เห็น
หยดน้ำไหลอาบแก้ม…คงเป็นสายฝนไม่ใช่น้ำตา
สวีเดนได้แต่เอ่ยย้ำกับตัวเองในใจเช่นนั้นซ้ำๆ ราวกับคนบ้าขณะยืนอยู่บนเนินเขาเพียงเดียวดาย
…ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน…แต่ความทรงจำระหว่างเราก็จะฝังอยู่ในหัวใจของฉันตลอดไป
เมื่อเด็กชายหายตัวไป เด็กสาวจึงฝ่าพายุหิมะเพื่อออกตามหาเพื่อนผู้เป็นที่รัก จนเมื่อมาถึงปราสาทของราชินีหิมะ ณ ห้องหนึ่งซึ่งอากาศหนาวเย็นกว่าห้องใดๆ เธอก็ได้พบเด็กชายซึ่งเอาแต่นั่งเหม่อลอย แม้ว่าเธอจะเรียกเขาสักเท่าไร เด็กหนุ่มก็ไม่ขานรับ
ความเย็นชาต้องแก้ด้วยความอบอุ่น ความว่างเปล่าต้องขจัดด้วยความรัก เมื่อนั้นเด็กสาวจึงเข้าไปกอดเพื่อนของเธอ เนิ่นนาน…ที่เธอได้เล่าความทรงจำในวัยเยาว์ของเธอและเด็กชาย
เนิ่นนาน…เมื่อเด็กชายได้ฟังเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น ขอบตาทั้งสองก็ร้อนผ่าว หยดน้ำตาพรั่งพรูไหลอาบแก้ม
…และเมื่อนั้นกระจกของโทรลล์ก็ร่วงหล่นลงมา
END
Postscript: เนื้อเรื่องคิดว่าเดากันออกว่าช่วงไหนเนอะ ก็เป็นช่วงสงครามนโปเลียนที่ฝรั่งเศสจับมือกับรัสเซียบังคับให้สวีเดนทำสนธิสัญญาการค้า เพื่อกันท่าไม่ให้อังกฤษทำการค้าทางทะเลน่ะค่ะ (เล่าแบบคร่าวๆ ผิดถูกขออภัย) แน่นอนสวีเดนไม่ยอมนำไปสู่สงครามฟินแลนด์ และสวีเดนแพ้ต้องเสียฟินแลนด์ให้รัสเซียนั่นเอง
เรื่องนี้นึกอยากเขียนช่วงเวลาที่สองคนนี้เดินผ่านป่า ระยะทางที่พอผ่านป่านี้ไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ^^ อยากเขียนสองคนนี้จากลาแบบเท่ห์ๆ แต่ก็อยากบีบคั้นอารมณ์ (สับสนใจตัวเอง =_=a) เอามาเขียนเป็นเรื่องสั้นก็ไม่รู้บิ้วอารมณ์ไหวมั้ย รู้สึกถ้าดราม่าควรเป็นเรื่องยาวหรือเปล่านะเหมือนรายละเอียดลงแบบไม่มั่นใจเท่าไร แหะๆ ถ้าอ่านแล้วทำให้งงก็ขออภัยจริงๆ ค่ะ แต่จะว่าไปนี่ชอบคู่นี้เป็นอันดับสองแล้วมั้งเนี่ย เขียนได้เขียนดี แหะๆ
อีกนิด…เรื่องนิทานที่แทรกตอนจบนิทานแฮปปี้น้า XD ตอนท้ายมีผสมกับที่เขาแปลไทยนิดหน่อยเพราะไม่รู้จะใช้คำยังไงจริงๆ กับจะบอกว่าความจริงแอนเดอเสนเป็นคนเดนมาร์คล่ะ (แต่ในอีกแง่ปราสาทราชินีหิมะเขาว่าตามท้องเรื่องควรอยู่สวีเดนน่ะนะ ^^”) 555 แต่เรื่องราชินีหิมะน่ะกับความจริงคนแต่งเกิดหลังเหตุการณ์นี้สักสามสี่ปีได้มั้ง55 ยกเว้นแค่เรื่องราชินีหิมะที่เป็นเรื่องที่พ่อของแอนเดอเสนเล่าให้เขาฟังเมื่อยังเด็กน่ะ แถๆ ไปได้แหละเนอะ
ไว้ถ้าลงไม่ทันอีกคราวหน้าคงเอาฟิคเบย์เอย์ลงบ้าง (กับคิดอยู่ถ้าเอานิยายอีโมติคอนมาลง คนเข้ามาจะหงายหลังมั้ยหว่า?)
แต่ตัวกั้นน่ารักอ่า
#1 By tapum on 2009-06-10 19:36