[aph] หนังสือที่อ่านในช่วง(สองเดือน)นี้
posted on 28 Oct 2009 17:43 by chibiเนื้อหาในเอนทรีนี้ ไม่ได้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก หากท่านมีความอ่อนไหวเกี่ยวกับประเทศ หรือความสัมพันธ์เกี่ยวกับประเทศ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ทิ้งด้วยค่ะ ^^
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Y Alert! เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของเฮตาเลียแต่ประการใด และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y ค่ะ
ตอบเม้นก่อนรู้สึกทิ้้งช่วงการตอบคอมเม้นไปนานมากก =w=;; เดี๋ยวนี้อัพบลอคแต่ละทีทิ้งช่วงห่างจนจำไม่ได้เลย
คุณ hakkun: แอบตกใจที่เห็นคุณ Hakkun มาเม้น แอบสโตรคบลอคอยู่เงียบๆ มาพักนึงแล้วค่ะ XDD (โรจูของคุณ Hakkun น่ารักมากจนเริ่มหลงตาม ฮาา) ที่บอกสโคนทำด้วยใจ นั่นสิคะท่านอาเธอร์ทำด้วยใจักทีแต่ทำไมถึงออกมาแข็งโป้กอย่างนั้นทุกทีสิน่า 55+ (แต่อัลฟ์ก็ยังกินได้อยู่ดี ฮาา)
น้องเนม: อ่ะแหม่คุณอังกฤษคนนั้นก็ต้องมีมุมเท่ห์ๆ กับเขาบ้างสิ (แม้ปกติจะมีแต่...ละไว้ในฐานที่เข้าใจกร้ากๆ)
น้องเรนเมะ: ดีใจที่อ่านแล้วโมเอจ้า ฮ่าๆ ที่บอกว่ายังไงก็จบเบย์เอย์ มาคิดดูส่วนใหญ่พี่คงแค่อยากให้ใครเป็นมือที่สามแล้วเฝ้าดูปฏิกริยาอัลฟ์จะหึงในรูปแบบไหนออกมาล่ะมั้ง (หลังๆ ที่ชอบคาเอย์เพราะ มองแมทคุงออกแนวเสะสุภาพอ่อนโยนน่ะ แต่ปัญหาใหญ่ของคาเอย์คงจะเป็นทำยังไงให้ท่านอาเธอร์มองเห็นแมทหรือเลิกจำเขาผิดบ้างนะ >> แต่นั่นแหละที่แอ๊งๆๆๆ โฮกกกก สครีมไร้สาระ สรุปอยากจิ้นเสะร้าวราน55+ แต่คาเอย์นี่ยังไงคงเป็นแบบที่อัลฟ์ไม่หวั่นใจเท่าคุณพี่อยู่ดีน่ะนะในความคิดพี่น่ะ ฮ่าๆ
ส้ม: เวลาอะไรเอโร่ยโปรดนึกถึงป๋อมัน 55 โดส้มอ่านแล้ว น่ารักดีอ่ะ เราชอบบรรยากาศปกบรรยากาศแบบความทรงจำมากๆ เลย
ก้อย: ส่วนเราอยากเห็นอาเธอร์เมาแก้ผ้าเต้นรูดเสาจัง >> แกก็วาดสิ แฮ่กๆๆ (บรรยายซะอยากเห็นตาม รั่วก็ได้นะ กร้ากก)
"สโคนของชั้นมันไม่อร่อยตรงไหน!?"
>>>"นายเรียกไอ้นี่ว่าสโคนเรอะ!!!!!" >>> อ่านกี่ทีก็โคตะระจะฮา ราวกับเมริกาเปิดปากมาพูดเอง ชอบมากเลยอ่ะก้อย โฮกกกก
คุณ kyomitsu : ตกใจอีกราย แบบว่าช่วงนี้ก็ตามสโตรคบลอคอยู่เหมือนกัน ฮาาา ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ ^^ เราว่าสโคนจริงๆ อร่อยนะคะ แต่สโคนของท่านอาเธอร์นี่ทานแล้วคงจะติดคอจริงๆ เง้อออ ^^""
ตอบเม้นครบละ เข้าเรื่องดีกว่าจริงๆ ว่าจะเขียนมาหลายทีแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง จากที่ควรจะเป็นหนังสือที่อ่านช่วงนี้ดันกลายเป็นหนังสือที่อ่านในช่วงหลายเดือนนี้ไปซะได้ = =;; ระยะนี้ตั้งแต่กลับมาทำการสังคายนาหนังสือและเพิ่มหนังสือด้วยการไปเดินงานสัปดาห์หนังสือซะเยอะ ^^ อันนี้คือของที่ซื้อวันแรกเน้อ

เรย์เอิร์ธของ clamp เนี่ยซื้อ Beck ยกชุดเขาเลยแถมมาให้ (ปีนี้ประทับใจบูธ VBK มากก)
ส่วนฟูจิโกะนี่เสียดายย ออกเล่ม 7 ช่วงท้ายงานไม่ได้ไปแล้วอ่า เจอกันงานหน้าล่ะกัน (แพงจนต้องรอลด)
จริงๆ หลังจากนั้นมีไปอีกรอบนึง (กะจะไปเก็บตกบางเล่ม ดันซื้อหนังสือนอกรอบเกินมาอีกพันบาท มายก๊อดดด) รวมๆ แล้วทั้งบ้านสามพี่น้องซื้อรวมกันหมดไป 6 พันนิดๆ ได้มั้ง (การ์ตูนแพคซื้อชดเชยเล่มที่หายเป็นเหตุ TwT)
ชักนอกเรื่องไม่ได้จะพูดถึงหนังสืองานสัปดาห์หนังสือนี่หว่า (อันนั้นไว้จะพยายามเขียนเมื่ออ่านทั้งหมดที่ซื้อจบได้สัก80% =w=) แต่เอนทรีนี้อยากเขียนหนังสือที่ว่าถึงประเทศต่างๆ นี่หว่า งวดนี้ซื้อมาหลายเล่ม บางเล่มจะเป็นหนังสือที่คนเขียนเขาไปใช้ชีวิตมา ซื้อมาเพราะอยากอ่านชีวิตคนเขียน แต่เพื่อนก็บอกจริงๆ แกเข้าห้องไกลบ้านกับบลูพลาเน็ตก็ได้นะ =w=;; แหม่ แต่ชอบอะไรๆ ที่เป็นเล่มนี่นา
เขียนเรียงลำดับเท่าที่จะนึกออกนะคะ บางเล่มก็นานโขแล้ว แต่คิดว่าก็ยังอยากจะแนะนำ อ่อออ แน่นอนรีวิวประสาเฮตาเลียผสมเข้าไปค่ะ
Talk to the Snail : Stephen Clarke
ได้รับการแนะนำจากพี่สาว ของสนพ freeform ค่ะ จะให้เข้าชุดต้องมีอีก 2 เล่ม ผ้าขี้ริ้วห่อชา กับ ทุกหัวใจมีแมร์ด ^^ เล่ม Talk to the Snail นี่เป็นเล่มที่ 3 ค่ะ เว้าง่ายๆ หนังสือจิกกัดคุณพี่โดยท่านอาเธอร์ กร้ากก ที่เรยกแบบนี้เพราะคนเขียนเป็นชาวอังกฤษที่ไปบุกเบิกทำธุรกิจร้านน้ำชาที่ปารีสค่ะ แล้วพี่แกเลยจัดการแฉและแขวะคนฝรั่งเศสตามสไตล์แบบผู้ดี๊ผู้ดีอังกฤษน่ะแหละค่ะ โดยสองเล่มที่ไม่ได้กล่าวถึงจะเขียนในลักษณะเชิงนิยาย แต่เล่ม Talk to the Snail จะเขียนเป็นบทๆ แขวะคนฝรั่งเศสทีละเรื่องๆ น่ะแหละ ฮาา
โมเอพ้อยส์เล่มนี้อยู่ที่ คนอังกฤษแฉคนฝรั่งเศส จับมวยได้ถูกคู่เป็นที่สุด ^^ ในเล่มจะแขวะตั้งแต่นิสัย อาหาร(แต่คนเขียนก็ยังยุติธรรมพอจะแขวะอาหารของชาติอังกฤษด้วย โมเอกระจายค่ะ XDD) รวมถึง ระบบการศึกษา การคมนาคม ยัน เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคุณพี่เลยทีเดียว
ตัดประโยคมันส์ๆ มาให้อ่านกัน ^^
บางครั้งโลกทั้งโลกก็ทำให้สิ่งต่างๆ กลับตาลปัตรอย่างน่าตื่นตะลึงพรึงเพริด
หนึ่งในตัวอย่างบาดแผลสดๆ ในเรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่คณะกรรมการโอลิมปิกประกาศชื่อเมืองที่จะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกในปี 2012 -ลอนดอน- น็อง!(ไม่นะ!) โอลิมปิก 2012 ต้องจัดที่ปารีสเท่านั้น ใครๆ ก็รู้
ใช่แล้ว ใครๆ ที่ว่านั้นคือคนฝรั่งเศส โชคร้ายที่ไม่รวมถึงคณะกรรมการโอลิมปิกด้วย
การหลงรักคนฝรั่งเศสเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ผมมารู้ซึ้งถึงเรื่องนี้เมื่อมันสายเกินไปและถูกแฟนทิ้ง เนื่องจากพูดว่า "ผมรักคุณ" ไม่บ่อยพอ
สามีชาวฝรั่งเศสไม่ค่อยจะพลาดโอกาสในการแวะซื้อดอกกุหลาบสองสามดอกก่อนกลับบ้าน หลังจากไปแอบนอกใจเล็กๆ น้อยๆ และตอนที่ภรรยาจัดดอกไม้เหล่านั้นใส่แจกัน คุณสามีก็จะส่งข้อความถึงคู่ขาเพื่อบอกว่าเขายังคงรู้สึกได้ถึงหัวนมที่แสนเย้ายวนใจกดทับอยู่ที่ริมฝีปากอยู่เลย โอ้ ใช่สิ คนฝรั่งเศสน่ะโคตรโรแมนติคเลยล่ะ
ก็อะไรประมาณนี้ ข้างบนอ่านแล้วแอบคิดถึงฟุทสึเอย์พอควร ฮาาา (อารมณ์ท่านอาเธอร์ออกเสียงแต่ละประโยคด้วยแววตาชั่วร้ายมากกก) แต่บทจะแขวะฝั่งอังกฤษก็สนุกค่ะ แน่นอนไม่พ้นเรื่องอาหาร...
ในความคิดของคนฝรั่งเศส อาหารที่ผิดหลักของดีของอร่อยอย่างสิ้นเชิงคืออาหารอังกฤษ พวกเขาพร่ำย้ำว่าคนอังกฤษเสียเวลาในชีวิตไปกับการเคี่ยวเนื้อต้มกับหัวผักกาดเหลืองที่ต้มสุกจนเกินไป และชีสที่จืดชืด ก่อนจะล้างทุกอย่างลงท้องด้วยเบียร์อุ่นๆ จืดชืดระคายคอ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่คนฝรั่งเศสบ่นมากคือคุณภาพอาหารตามร้านอินเทรนด์ของอังกฤษ และเห็นชัดๆ ว่าร้านเหล่านั้นใช้จ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์ไปกับการตกแต่งสถานที่ จ้างพนักงานเอเจนซีนางแบบและจ้างกวีผู้ทรงเกียรติมาเขียนเมนูอาหาร แต่บนจานดีไซน์สวยเก๋เสิร์ฟอาหารขยะอบไมโครเวฟ
อ่านเล่มนี้สนุกที่ได้อ่านทัศนคติของคนอังกฤษที่มีต่อคนฝรั่งเศส และความเป็นศัตรูคู่แค้นกันสองประเทศนี้ใช้ได้เลยค่ะแขวะคนฝรั่งเศสได้สะใจมาก แถมได้รู้เรื่องในประเทศและพฤติกรรมคนของเขาด้วย ตอนอ่านนี่อยากแนะนำมากในที่สุดก็ได้เขียนซะที
เขียนซะยาวเล่มต่อไปจะสั้นๆ ล่ะค่ะ
Finland by Hand
ของ สนพ sunday afternoon อันนี้เป็นนักศึกษาสาวไทยไปเรียนที่ฟินแลนด์ ยังอ่านแบบแสกนๆ ไม่เจาะละเอียดมาก แต่คนนี้เขียนเรื่องชีวิตในฟินแลนด์ได้สนุกใช้ได้เลยค่ะ ชอบที่มีเกร็ดของบ้านฟินนี่ให้อ่านพอสมควร บรรยายบรรยากาศสงบๆ เปี่ยมธรรมชาติได้น่าไปมากๆ สิ่งที่ชอบคือเกร็ดเล็กๆ ที่แทรกให้อ่านคั่นค่ะ ^^ ภาพที่ถ่ายมาก็สวยทีเดียว
อย่างเรื่องคณะนักร้องประสานเสียงขี้บ่น(ชาวฟินแลนด์เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ก็มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยคณะประสานเสียงแบบนี้แหละ) มูมิน มารีเมกโกะ เบียร์ของฟินแลนด์ได้ชื่อว่าไม่อร่อยสุดในยุโรป หรือจะเรื่องน่ารักๆ อย่าง ที่ประเทศฟินน์แลนด์ไม่มีร้านขนมเค้กเพราะคนที่นี่อบเค้กผสมเบอร์รี่กันเอง (มีเบอร์รี่ในป่าให้เก็บได้ตามสบายมากมาย) เรียกว่าอ่านสนุกเพลินแป๊ปเดียวก็จบเลยค่ะ เสียดายนิดนึงอยากให้มีพูดถึงสวีเดนเยอะกว่านี้จัง กร้ากก
เมืองเล็กที่เปลี่ยนโลก เรื่องของนักเดิน(สวน)ทาง
สนพ. แปลน รีดเดอส์ ^^ เล่มนี้พี่สาวแนะนำ เพิ่งจะหยิบมาอ่าน อันนี้เป็นแนวเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองเล็กๆ ในประเทศต่างๆ ที่ส่งอิทธิพลต่อโลกของเรา อย่างเช่นเมืองที่เป็นจุดกำเนิดการวิ่งมาราธอน เมือง Telford ของอังกฤษที่เป็นจุดเริ่มต้นของการ ปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือสวนในเมืองออสโลของนอร์เวย์ที่แสดงถึงศักดิ์ศรีของนอร์เวย์เป็นต้น
แต่เด่นสุดในเล่มก็ไม่พ้นเมือง Oberndorf ของบ้านคุณชาย เมืองที่ให้กำเนิดเพลง Silent Night ค่ะ ^^ ว่าเพลงนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แถมยังมีเรื่องเล่าถึงช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เยอรมันกับอังกฤษปะทะกัน ระหว่างที่รบกันในสนามเพลาะ วันที่ 19 ธันวาคม จู่ๆ ทหารเยอรมันก็หยุดยิง และลุกขึ้นมาจุดเทียนไขพร้อมกับร้องเพลง Stille Nacht, Heilige Nacht ขึ้นมาเมื่อเพลงจบ ทหารอังกฤษเองก็วางปืนลงและขึ้นมาจุดเทียนไข ทั้งเยอรมันและอังกฤษต่างคลานออกมาจากหลุมเพลาะด้วยกัน ต่างแลกบุหรี่ ดื่มเบียร์ และแลกกันดูรูปครอบครัว กอดคอเฮฮากันสักพักก่อนจะแยกย้ายกันและเริ่มยิงกันต่อ >> อ่านแล้วนึกภาพเป็นลุดวิคกับท่านอาเธอร์ไปแล้ว =q= ใครก็ได้วาดภาพให้ดูที
เมืองที่เล่าจะประมาณ 5-6 เมืองได้ค่ะ เป็นเล่มที่ใช้เวลาอ่านแป๊ปเดียวอย่างพี่สาวบอกไว้ ข้างในจัดหน้าแบบมีดีไซน์เสียด้วย ใครชอบเกร็ดสนุกๆ ลองหาอ่านได้ค่ะ ^^
คริสต์มาสรอบโลก ลอยส์ เอส จอห์นสัน
สนพ เรือนปัญญา ขายถูกๆ แบบลดราคาเหลือเล่มละ 90 บาท เป็นนิทานสั้นๆ ที่เล่ถึงคริสต์มาสของประเทศโดยเฉพาะแถบยุโรปเป็นส่วนมากเช่น ออสเตรีย ไอส์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สเปน โปแลนด์ อเมริกา โดยจะเล่าถึงประเทศเหล่านี้ฉลองคริสต์มาสยังไง และมีนิทานให้ชาติละเรื่อง เรื่องก็สไตล์แบบเรื่องเล่าซะเยอะค่ะ ไม่ใช่แนวแฟนตาซีจ๋า มักจะเป็นแนวสอนเด็กๆ ถึงการให้ ความสุขของคริสต์มาสอะไรแนวนี้ ในส่วนของธรรมเนียม วัฒนธรรมของแต่ละประเทศจะเนื้อหาคล้ายๆ กันแต่สนุกตรงรายละเอียดปลีกย่อย อ่านไปไม่กี่ชาติเอง แต่ของอเมริกาชอบตรงที่เล่าถึงช่วงการอพยพเข้ามาทวีปอเมริกาใหม่ๆ (จากที่อ่านดูเหมือนจะตรงกับช่วงเรือเมย์ฟลาวเวอร์เหมือนกัน) แต่ติดใจตรงอ่านเอาบรรยากาศช่วงเวลานั้นเป็นยังไงไว้เป็นข้อมูลเขียนฟิคฮาาา แต่การแปลไม่ค่อยปลื้มมากน่ะค่ะ
เล่มอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างอ่านไว้อาจจะหยิบมารีวิวภาค 2 ค่ะ ที่ยังไม่ได้อ่านก็มี นิทานพื้นบ้านเยอรมัน (ถูกใจที่มีพวกแนวตำนานเมืองด้วย) เบื้องหน้าเบื้องหลังบัลลังค์อังกฤษ (อันนี้ 2 เล่มจบหนาแบบทับเท้าเดี้ยง แต่เรืองชาวบ้านคืองานของเรา กร้ากกไม่ใช่ละ แค่อยากอ่านเรื่องในบ้านท่านอาเธอร์น้าา) กับจำชื่อไม่ได้แต่แนวนักศึกษาเมืองนอกเล่าเรื่อง ชีวิตในรัสเซีย และ ชีวิตในอังกฤษ (พี่สาวซื้อเพราะมี Banksy :D) อยากรีวิวพวกเล่มที่ได้จากอังกฤษด้วยไว้คราวหน้าจะพยายามเขียนรีวิวเน้ออ
ไม่ได้รีวิวหนังสือนานมาก ออกรั่วๆ ไปหน่อยขออภัยค่ะ ^^a
Edit: เห็นคอมเม้นถามกันว่าซื้อหนังสือได้ที่ไหน อ่าา ตามร้านหนังสือทั่วไปก็มีค่ะ (อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเดินคิโนะ เรายังเห็นหลายเล่มที่ว่ามานะคะ) จะมีก็พวกหนังสือนิทานที่เหมือนเขาโละสต๊อคมากกว่าที่น่าจะไม่มีตามร้านน่ะค่ะ ที่รีวิวมาทั้งหมดเป็นแปลไทยหมดแล้วเน้อ
(ว่างๆจะได้ไปหาซื้อมาหาความรู้เพิ่มเติมมั่ง แหะๆ)

อังกฤษกับเยอรมันกอดคอกัน อืมมมม
#1 By ป้าแดง underground on 2009-10-28 18:54