[aph Fanfiction] Only Little Thing I Can Do

posted on 02 Nov 2009 21:04 by chibi

มัวแต่เสพดราม่า.............อร้ากก!!! กับไปเก็บตกประเด็นเอนทรีที่แล้วเพิ่มเติม ไว้พรุ่งนี้ไปสอบสัมภาษณ์งานแล้วบิ้วอารมณ์ขึ้นอาจจะลองลงมือทำอะไรสักอย่างมั้ง ^^a

 ความจริงตั้งใจว่าจะเอาฟิคเรื่องใหม่มาลง แต่เจอเรื่องเซ็งเมื่อเช้า+ตามดราม่า เลยเขียนไม่จบ OTL (เสพดราม่ามากไปไม่ดีจริงๆ ด้วยโฮวววว) สุดท้ายงั้นเอาฟิคเก่ามาลงแล้วกัน =_=;;; เรื่องนี้เขียนลงบอร์ดไปพักหนึ่งแล้วแต่ย้ายเอามาลงอีกทีค่ะ ^^

ส่วนเม้นฟิค Love Flu ขอติดไว้ก่อนไว้วันสองวันจะมาอีดิทเขียนเม้านะคะ (อยากเขียนตอบเม้นฟิคมานานแล้ว T^T แต่นี่ลืมเขียนตอบ แงๆๆ)

เนื้อหาในเอนทรีนี้ ไม่ได้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก หากท่านมีความอ่อนไหวเกี่ยวกับประเทศ หรือความสัมพันธ์เกี่ยวกับประเทศ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ทิ้งด้วยค่ะ ^^ 

เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Y Alert! เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของเฮตาเลียแต่ประการใด และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y ค่ะ

 

Title Only Little Thing I Can Do
Pairing: USxUK
Rate: G


"ฉันขอแนะนำว่าวันนี้นายอย่าไปยั่วโมโหหมอนั่นมากก็แล้วกัน อารมณ์หมอนั่นดูไม่ค่อยปกติสักเท่าไร" ฝรั่งเศสอธิบายให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะที่ฉันพยักหน้าไปตามเรื่อง มันน่าหงุดหงิดออกจะตายที่มีใครสักคนมาเตือนนั่นเตือนนี่เหมือนกับเห็นเรา เป็นเด็กสามขวบอย่างไรอย่างนั้น

และคนที่จู้จี้กับเรื่องน่าหงุดหงิดแบบนี้เสมอก็คือคนที่ฉันกำลังจะไปพบ ...อังกฤษ ด้วยงานที่กองสุมและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย โดยเฉพาะช่วงนี้ฉันต้องเตรียมรอต้อนรับท่านผู้นำคนใหม่จนหัวหมุนทำให้ฉันไม่ ได้ติดต่ออังกฤษมาตั้งสามเดือนแน่ะ แต่สำหรับพวกเราซึ่งมีอายุขัยยาวนาน ระยะเวลาสามเดือนมันก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้นและอังกฤษก็ดูจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย (แน่นอนฉันก็ไม่ใส่ใจเหมือนกัน!)

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ที่เขาโทรศัพท์มาหาฉัน...จนกระทั่งตอนนี้ยังจำได้ดีว่าเสียงของอังกฤษนั้นฟังดูปร่ากว่าที่เคย

"อเมริกา..." เขาเอ่ยชื่อของฉันเพียงคำเดียวก่อนจะวางหูไปราวกับเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเป็นเรื่องน่าขายหน้าที่โทรศัพท์มาหาฉัน

แน่ล่ะ...ฮีโร่อย่างฉันรู้ทันทีว่าอังกฤษกำลังต้องการความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นฮีโร่อย่างฉันจึงต้องรีบเหาะมายังเกาะเล็กๆ แห่งนี้ยังไงล่ะ (ฉันมีสำนึกของความเป็นฮีโร่ที่ดีใช่มั้ยล่ะ)

ฉันแปลกใจนิดหน่อยที่ฝรั่งเศสออกจากประตูตอนที่ฉันลงจากรถ ริมฝีปากเบะลงอย่างช่วยไม่ได้ตอนที่หมอนั่นบอกว่ามาพบอังกฤษก่อนจะรู้สึก โล่งใจกับประโยคต่อมาว่าฝรั่งเศสแค่บังเอิญแวะมาเพราะมีเอกสารที่อยากให้ อังกฤษเซ็นรับทราบ

อย่างน้อยอังกฤษก็ไม่ได้โทรเรียกฝรั่งเศส เขาโทรหาฉันแค่คนเดียว นั่นทำให้ฉันอดดีใจไม่น้อยแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตามเถอะ

หลังจากฝรั่งเศสขึ้นรถจากไปแล้ว ฉันจึงเดินเข้าบ้านของอังกฤษ บรรยากาศโบราณ เชยๆ แสนคร่ำครึยังคงอนุรักษ์ไว้เหมือนกับตัวเจ้าของบ้านไม่เคยเปลี่ยน กระนั้นฉันก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศในบ้านนั้นแตกต่างไปจากเดิม ความเงียบที่เงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้างั้นเหรอ เครื่องเรือนที่ฝุ่นจับบางๆ ทั้งที่ปกติเจ้าของบ้านรักความสะอาดยิ่งกว่าอะไรรึ หรือจะเป็นดอกไม้ในแจกันซึ่งเหี่ยวแห้งเพราะขาดการรดน้ำนั่นล่ะ ไม่ใช่ มันมีมากกว่านั้น...อะไรบางอย่างที่ฉันไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร

ขณะที่ฉันได้แต่สงสัย ขาทั้งสองก็พาฉันมาถึงห้องนั่งเล่นของอังกฤษพอดี และด้วยความเคยชินสายตาฉันก็เหลียวมองเก้าอี้นวมซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง ...เก้าอี้ตัวโปรดที่อังกฤษมักจะนั่งอยู่เป็นประจำเสมอ

อังกฤษวันนี้ดูแปลกไปอย่างที่ฝรั่งเศสว่าไว้จริงๆ ใบหน้าซึ่งมักเชิดตรงและถือดีบัดนี้กลับเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง นัยน์ตาสีเขียวมรกตที่มักจะขุ่นขึ้งเสมอยามที่ฉันยั่วโมโหบัดนี้กลับเต็มไป ด้วยแววสับสนและว้าวุ่น รอยยิ้มเยาะซึ่งมักประดับอยู่บนมุมปากเสมอมาตอนนี้กลับเลือนหายไร้ซึ่ง อารมณ์ใดๆ สิ้น

ฉันจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคย...อังกฤษดูไม่สมเป็นอังกฤษเอาเสียเลย นี่มันมากกว่าที่ฉันคาดไว้เลยแฮะ

"...อเมริกาเหรอ" ทั้งที่ฉันยืนอยู่ตั้งนานสองนานแล้ว อังกฤษเพิ่งจะมองเห็นและทักทาย ฉันนึกโมโหจนอยากต่อว่าขึ้นมานิดหน่อย

" ก็แหงอยู่แล้วสิ สมองเลอะเลือนหรือแก่จนสายตาฝ้าฟางจนมองไม่เห็นฉันแล้วเหรอไง" ทั้งที่หยอกล้ออย่างเคยแท้ๆ แต่ทันทีที่หลุดปากพูดออกไปนัยน์ตาสีเขียวตรงหน้าก็พลันสั่นไหวและทำให้ฉัน นึกเสียใจที่พูดประโยคเมื่อครู่ออกไป

"มองไม่เห็น...มองไม่เห็นงั้นเหรอ" อังกฤษทวนคำซ้ำอย่างเชื่องช้า อากัปกริยาของเขาทำให้ฉันไม่ชอบใจเอาซะเลย เฮ้! ทำแบบนี้ไม่สมกับเป็นเธอเลยนะ คนอย่างเธอน่ะต้องลุกขึ้นมาโวยวายต่อว่าฉันสิ...

หยาดน้ำใสๆ ร่วงผล็อยลงมาจากนัยน์ตาสีเขียวสว่าง ฉันจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ อังกฤษ...คนถือดี ทะนงตนไปเสียทุกเรื่องอย่างน่ารำคาญกำลังร้องไห้?

ก็ไม่ใช่ไม่เคยเห็นอังกฤษร้องไห้นะ แต่นั่นมักจะเป็นตอนที่เจ้าตัวกำลังเมาได้ที่ หรืออย่างมากก็แค่น้ำตาคลอๆ เวลาฉันแกล้งพูดอะไรให้เขาเจ็บแค้นใจเล่น นี่เป็นครั้งแรก...ไม่สิเป็นครั้งที่สองที่ฉันได้เห็นน้ำตาแบบนี้ของอังกฤษ

น้ำตาที่ร้องไห้เพราะกลัวว่าตัวเองกำลังทำของสำคัญหลุดไปจากมือ...

"ไม่เห็น...ทำยังไงก็ไม่เห็น..." คงเพราะร้องไห้ถ้อยคำตอกย้ำของอังกฤษนั้นจึงฟังดูกระท่อนกระแท่น ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าเขาตั้งใจพูดกับฉันหรือเปล่า แต่คิดว่าคงไม่ใช่ "ตั้งสองวันแล้ว ทำไมฉันถึงหาพวกเขาไม่เจอ แฟร์รี่ของฉันหายไปไหน"

พูดเรื่องบ้าอะไรของเธอน่ะ? ฉันเกือบหลุดปากถามออกไป แต่สมองที่ฉลาดเฉลียวทำให้ฉันนึกออก แฟร์รี่? หมายถึงไอ้อาการฟั่นเฟือนประสาทหลอนของอังกฤษน่ะเหรอ มองไม่เห็นก็แปลว่าหายจากอาการเพี้ยนๆ แล้วสิ ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอไง ลองมาเป็นฉันที่เห็นเธอเอาแต่หัวเราะพูดคุยอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้าดูบ้างสิ คนสติดีไม่มีใครเขาเป็นหรอกนะ

ถ้าเป็นอังกฤษยามปกติฉันคงจะแกล้งพูดถ้อยคำเหล่านั้นเผื่ออังกฤษจะโวยวาย อาละวาดขึ้นมาบ้าง แต่พอเห็นอังกฤษร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย คำพูดเหล่านั้นก็ถูกเหวี่ยงทิ้งไปจากสมอง

และนั่น...ทำให้ฉันไม่รู้จะเลือกสรรถ้อยคำใดมาพูดนอกจากจะเดินเข้ามานั่งข้างๆ เขาซึ่งน้ำตาไหลอาบแก้ม

"เมื่อวานนี้ยูนิคอร์นยังจูบแก้มอวยพรฉันก่อนไปทำงานอยู่เลย" อังกฤษเอ่ยขึ้นช้าๆ

ในขณะที่ฉันได้แต่นั่งฟัง

"อาทิตย์ที่แล้วพวกแฟร์รี่ยังช่วยกันจัดดอกไม้ในแจกัน ยังบอกฉันเลยว่าอยากให้ฉันช่วยตัดดอกกุหลาบสีขาวมาให้พวกเธอสักช่อหนึ่ง" ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นสั่นเครือ

ฉันได้แต่ทาบมือลงกับมือซึ่งเย็นเยียบของอังกฤษ

"พวกคนแคระก็ยังเมาแอ๋ เพราะดื่มหนักกันตั้งแต่เมื่อวาน ฉันอยากจะเชื่อจริงๆ นะว่าพวกเขาแค่ออกไปขุดเหมืองที่ไหนสักแห่งโดยไม่บอกฉัน" หยดน้ำอุ่นๆ ร่วงหล่นต้องหลังมือ

ฉันไม่อาจทำอะไรได้นอกจากดึงอังกฤษมาซบอก

ถ้าเป็นปกติอังกฤษคงขัดขืนแล้วหันมาตวาดใส่ฉันว่าทำบ้าอะไรของนาย แต่วันนี้อังกฤษไม่ทำอย่างนั้นเขาเอาแต่ร้องไห้ ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ...

ไม่ชอบใจเอาซะเลย...

"เธออาจไม่สบายหรือสมองเพี้ยนไปจากเดิมที่เพี้ยนอยู่แล้วนิดหน่อย วันนี้เลยอาจมองไม่เห็นก็ได้มั้ง" มันเป็นคำปลอบที่แสนจะงี่เง่า แต่ฉันก็คิดหาเหตุผลอะไรไม่ออกที่จะปลอบใจอังกฤษได้

ก็ในเมื่อไอ้สิ่งที่อังกฤษพูดมาทั้งหมดมันไม่มีตัวตนแต่แรกไม่ใช่เหรอ...

ทั้งที่ฉันคิดว่าฉันปลอบเขาได้ดีที่สุดแล้ว อังกฤษกลับเอ่ยเสียงขื่น "ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ"

"ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว คนบ้าอย่างเธอไม่หายเพี้ยนง่ายๆ หรอก เดี๋ยวภาพหลอนพวกนั้นก็กลับมาแหละ" ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดไม่ดีกับอังกฤษแบบนี้ แต่พอเห็นเขาให้ความสำคัญกับสิ่งไม่มีตัวตนพวกนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก รำคาญใจจนพูดจาใจร้ายออกไป

และทั้งที่แขวะไปแบบนั้นแท้ๆ อังกฤษกลับเมินเฉยกับคำพูดของฉันได้อย่างน่าโมโห "คุณกัปปะเคยบอกฉันว่าพอยุคสมัยเปลี่ยนไปตัวตนของพวกเขาก็หลงเหลือเป็นเพียง แค่ความเชื่อและตำนาน"

มันก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เธอพูดถึงใครอีกแล้วน่ะ

"คุณกัปปะบอกว่า...ญี่ปุ่นเองก็เคยคุยเคยมองเห็นพวกเขา...แต่สุดท้าย..." บรรยากาศมืดมนเคลื่อนตัวเข้ามา พอมองออกไปหน้าต่างสายฝนก็เริ่มร่วงหล่นเปาะแปะไม่ขาดสายเหมือนเช่นอารมณ์ ของอังกฤษในตอนนี้

"อเมริกา..." อังกฤษเรียกชื่อของฉันราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันมีตัวตนอยู่ข้างๆ

"ฉันน่ะ...ไม่ได้กลัวจะไม่ได้พบพวกเขาอีกแล้วหรอกนะ..." อังกฤษเอ่ยเสียงสั่นสะท้าน บางทีคงเป็นเพราะฝนข้างนอกนั้นเย็นจึงพาลให้ภายในห้องนั้นหนาวตามไปด้วย

"แต่อเมริกา ฉันกลัว...ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่งฉันจะลืมเรื่องของพวกเขาไป"

สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุดยั้ง เสียงหยดน้ำที่กระทบบานหน้าต่างทำให้ห้องไม่เงียบจนเกินไป และทำให้ฉันสามารถเฝ้ามองอังกฤษที่เอาแต่ร้องไห้ด้วยความกลัวไปเรื่อยๆ ไม่ใส่ใจว่าเสื้อแจ้กเก็ตของฉันจะเลอะน้ำตาเป็นดวงสักแค่ไหน

พูดได้ไม่เต็มปากหรอกนะว่าฉันเข้าใจความรู้สึกของอังกฤษ เพราะฉันมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ได้ฟั่นเฟือนเห็นภาพหลอนแบบเขา แต่ความกลัวที่จะลืมใครสักคนงั้นเหรอ ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจนะ

ก็การลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดมันน่าเศร้าออกจะตายนี่นา
ฉันเอง...ถ้าสักวันหนึ่งต้องลืมเรื่องของอังกฤษไปล่ะก็ ฉันคงทรมาน คงหายใจไม่ออกตายแน่ๆ
เพราะอย่างนั้น...ความรู้สึกของอังกฤษในเรื่องนี้ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจนะ
เข้าใจจนอดสงสัยไม่ได้ว่า...ถ้าสักวันหนึ่งอังกฤษเกิดลืมเรื่องของฉันไปบ้าง
เขาจะร้องไห้ให้ฉันเหมือนแบบนี้บ้างหรือเปล่า

ฉันกัดริมฝีปากหยุดความคิดไร้สาระทั้งปวง จะไปอิจฉาสิ่งที่ไม่มีตัวตนให้ได้อะไรขึ้นมา ฉันไม่เหมือนเจ้าพวกภาพลวงตาพวกนั้นสักหน่อย ฉันมีตัวตนมีเลือดเนื้อ มีชีวิตมานั่งอยู่ข้างๆ อังกฤษคนไม่ได้เรื่องตอนนี้ไม่ใช่หรือไง

ฉันน่ะไม่เหมือนพวกแฟร์รี่ ยูนิคอร์นอะไรที่เธอเอาแต่พร่ำเพ้อหรอก
เพราะไม่ว่ายังไงก็ตามฉันก็จะไม่มีวันทิ้งเธอแล้วหนีหายไปเหมือนกับเจ้าพวกนั้นหรอก...ไม่มีวัน

คิดได้ดังนั้นฉันจึงยกมือปาดน้ำตาของอังกฤษ น้ำตาของอังกฤษนั้นอุ่น...ไม่เย็นชื้นเหมือนสายฝนข้างนอก และแม้จะปาดออกไป น้ำตาของอังกฤษก็ยังคงไม่หยุดไหล

เช่นนั้นฉันจึงแนบเรียวปากจูบซับน้ำตาแทนพร้อมกับกระซิบ "เดี๋ยวพวกเขาก็กลับมา..."

"อเมริกา..."

"เดี๋ยวก็กลับมา...อาจเป็นพรุ่งนี้ ปีหน้า หรืออีกหลายปีข้างหน้า..." สองแขนของฉันโอบกอดอังกฤษไว้ "ถึงตอนนั้นหากพวกเขายังไม่กลับมา..."

"ฉันก็จะมานั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ก็แล้วกัน"

ฉันรู้ดี...ว่าฉันไม่ใช่คนที่ปลอบใจคนเก่งเท่าไร

และแน่นอน...ฉันไม่ได้เข้าใจว่าอังกฤษนั้นกำลังกลัดกลุ้มเรื่องอะไร
แต่อย่างน้อยการที่อังกฤษโทรศัพท์มาหาฉัน...ฉันก็รู้ดีว่าเขาต้องการฉันมากแค่ไหน
ฮีโร่อย่างฉันอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของอังกฤษเลยสักเรื่อง...
สิ่งเดียวที่ฮีโร่อย่างฉันสามารถทำได้...มีเพียงแค่นั่งอยู่ข้างๆ และกอดเขาไว้เสมือนว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
และนั่นคือสิ่งเล็กน้อยที่ฮีโร่อย่างฉันสามารถทำได้เพื่อเขาจริงๆ...

END

Postscript:
เสร็จแล้ววว ฟิคเบย์เอย์ที่ไม่ได้เขียนร่วมเดือน (รู้สึกเกือบๆ สองเดือนได้มั้ง...) หลังจากติดสอบ ติดดิสเซอ ติดเที่ยว (เอ๊ะ?) จนตอนนี้กลับไทยแล้วในที่สุดก็มีเวลาเขียนสักที TvT คิดว่าหลังจากนี้ช่วงระหว่างหางานคงมีเวลาเขียนไปเรื่อยๆ ล่ะมั้งค่ะ เพราะยังดองและโมเออยากเขียนตั้งหลายอย่างอ่ะน้า

เรื่องนี้เป็นพลอตที่คิดระหว่างไปเที่ยว Bristol ไม่เกี่ยวอะไรกับสถานที่ค่ะ (จะพูดทำไมเนี่ย) แค่คิดว่าถ้าสมมติอังกฤษเกิดไม่เห็นแฟร์รี่ขึ้นมาจริงๆ สักวันจะเป็นยังไงนะ แล้วก็นึกถึงว่าจริงๆ ญี่ปุ่นก็เคยมีช่วงเวลาที่มองเห็นเหมือนกันนี่นะ ถ้าเวลาที่ความเชื่อเริ่มเปลี่ยนไปและเริ่มมองไม่เห็นจะเป็นยังไง พอคิดงั้นอังกฤษคงน่าสงสารแย่เลยอยากเขียนมุมมองของเมริกาออกมาแบบนี้น่ะค่ะ ^^

ไม่รู้คนอ่านจะหมั่นไส้เมริกากันมั้ยนะ แต่ตอนเขียนคิดว่าพยายามเขียนให้เห็นว่าเมริการักและหึงอังกฤษมากๆ นะคะ ถ้าสื่อให้เห็นถึงความรักของเมริกาที่มีต่ออังกฤษได้ก็ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ >__<

กับจริงๆ แรกเริ่มตอนจบอยากจะเขียนให้วันต่อมาอังกฤษกลับมาเห็นพวกแฟร์รี่ได้ตามเดิม นะแต่กลายเป็นประโยคจบมันหยุดที่ตรงนี้ซะเอง เลยเลือกจะจบให้คิดเองดีกว่าว่าอังกฤษจะกลับมาเห็นแฟร์รี่เหมือนเดิมมั้ย แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมริกาก็จะอยู่ข้างๆ น่ะนะ (แต่อีกใจก็คิด เมริกาจะเชื่อใจได้สักแค่ไหนเชียวน้า เป็นคู่ที่คาดเดาได้ยากจริงๆ น้า)

  ***********

 เรื่องนี้มาคิดดูเขียนอังกฤษในมุมที่อ่อนไหวมากเหมือนกันแฮะ แต่หลังๆ รู้สึกตัวเองชอบเขียนเมริกาที่รักอังกฤษมากๆ จัง เพ้อออออ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ความรักทำให้ตาบอด
เอ้ย!!! ไม่ใช่


อ่านตอนแรกนึกว่าอาเธอร์(ขอเรียกอาเธอร์นะคะ)จะตาบอดจริงๆซะอีก ก็ยังดีนะที่ไม่ได้ตาบอดไปจริงๆ

อัลฟ์ ขอให้ทำได้จริงๆเถอะน่ะ

#1 By ป้าแดง underground on 2009-11-02 23:18

แต่หลังๆ รู้สึกตัวเองชอบเขียนเมริกาที่รักอังกฤษมากๆ จัง เพ้อออออ <<<< ยอมให้เพ้อค่ะพี่ (ฮา) เพราะว่าชอบฟีลแบบนี้เหมือนกันนนน
ชอบอัลฟ์ตอนที่เป็นพวกแบบ "อะไรอะไรก็อาเธอร์" น่ะ (ฮา) เพราะนานๆทีจะชอบเสะที่ตัวคอส (ปกติแล้วจะชอบฝั่งเคะมากกว่า เลยคอสเสะที่คู่กับตัวนั้น) แน่ล่ะว่าเฟล่อนชอบเมกาตอนอยู่กับอังกฤษที่สุดแล้ว (อ่ะ...ขอยกคิคุซังไว้คนนึงนะ 555+)

ตัวอัลฟ์ที่เห็นว่าอาเธอร์สำคัญที่สุดน่ะ มันน่ารักมากเลยนะ
แบบว่าถึงจะฉันจะเป็นฮีโร่ของทุกคน แต่ว่า...สาเหตุจริงๆที่ฉันเป็นฮีโร่อย่างทุกวันนี้ เพราะว่าฉันน่ะ...อยากจะป็นฮีโร่ให้นายนะอาเธอร์
(กร๊าซซซ พิมพ์เองเขินเอง <<< พี่มิ้น - เป็นอะไรมากมั้ยเฟล่อน ="=;; )



แบบว่าเจอประโยคคริคิคัลลลลลลล

"ถึงตอนนั้นหากพวกเขายังไม่กลับมา..."

"ฉันก็จะมานั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ก็แล้วกัน"



*หวีดร้อง*
อะไรน่ะอัลเฟรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
อย่ามาทำเป็นหนุ่มอบอุ่นหม้อดินเผา(?)!!!!

เจ้าบ้าาาาาา
อย่ามาทำตัวน่ารักนักนะเว้ยยยยยยยยยยยยย


พูดได้ไม่เต็มปากหรอกนะว่าฉันเข้าใจความรู้สึกของอังกฤษ เพราะฉันมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ได้ฟั่นเฟือนเห็นภาพหลอนแบบเขา <<< แล้วที่เอ็งบ้าตาม Tony นี่สติดีใช่มะ? = =
อย่ามาว่าอาเธอร์นะว้อยยย หวงงงง (ฮา)

ชอบความคิดที่ว่า
ต่อให้สิ่งที่นายเชื่อหรือสิ่งที่นายเคยเห็นมันจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว แต่ฉันจะอยู่ข้างๆนายเสมอ
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เฟล่อนขอสครีมมมมมมมมมมมมมมมม
อเมริกาบาก่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา (นี่ชอบนะเนี่ย)

อัลฟ์...ไอ้พวกจมปลัก(อยู่กับอาเธอร์)
ไอ้พวกหลงตัวเอง
ไอ้อ้วนนนนนนนน
ไอ้บ้าาาาาาาาาาา
ไอ้.....ไอ้.............ไอ้..........
ว้อย ไม่รู้จะชม(ด่า)อะไรดี ฮือออออออออออออออออ

ทำไมแต่งออกมาน่ารักขนาดนี้นะ TvT
อ่านแล้วกระชุ่มกระชวยหัวใจ(?)จริงๆ

เฟล่อนชอบอาเธอร์แบบที่เป็นพวกยึดมั่นแบบนี้จัง (น่ารักกกกกกกกกก)
ไม่ได้อ่านฟิคคู่นี้มานานพอดู ยังไงก็แต่งออกมาอีกนะคะ cry
อ่านแล้วมีพลัง(?) มีกำลังใจ หายเหนื่อยในบัดดล (ขนาดว่าจะไปนอนแล้วยังหายง่วง *หัวเราะ*)

#2 By 『 フェロン 』 on 2009-11-03 00:34

อ่านเรื่องนี้แล้ว อาร์เธอร์น่าสงสารรรร

พอจะเข้าใจความรู้สึกเลยค่ะ เห็นๆกันอยู่ทุกวัน แล้วอยู่ดีๆก็หายไปดื้อๆ ไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้ คงใจหายน่าดู

ระหว่างที่อ่านฟิค ในหัวก็จิ้นไปถึง ภาพอาร์เธอร์ร้องไห้จนตาบวม ไปด้วยเลยค่ะ น่าสงสารอ้ะ TvT

นี่ดีนะ ที่มีฮีโร่อยู่ข้างๆ ฮาา อัลเฟรด นายทำหน้าที่ได้ดีมากก! cry ชอบจังเลยค่ะ

แล้วจะรออ่านเรื่องต่อๆไปนะคะ confused smile

#3 By hakkun on 2009-11-03 08:57

กร๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ
พระเจ้าเบย์เอย์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ไม่ค่อยเห็นเบย์เอย์ที่อัลฟ์น่ารักอย่างนี้มานานแล้วอ่ะ
ร้ากกกกกกกอัลฟ์ฟิคนี้

ขอแอดนะคะ
^^

#4 By ]:-•Ełliη•:[ on 2009-11-03 18:38

ว้ากกก แอบสงสารอาร์เธอร์ค่ะ

ตอนแรกอ่านแล้วแอบตกใจ นึกว่าอยู่ๆอาร์เธอร์ตาบอด
wink ฮา พวกแฟรี่รีบๆกลับมาเร็วสิ!

ซึ้งดีค่ะ ชอบเนื้อเรื่องแนวนี้จังเลย><b

#5 By kyomitsu on 2009-11-04 13:59

ตกใจ นึกว่าตาอาเธอร์เป็นไรไปเสียแล้วsad smile
แฮ่

แต่..
อเมริกาาาาาาาาาา เท่สุดสุด คุณฮีโร่
โฮกกกก

พระเอกมากเลยค่ะ โอ้ยย~~ แอบเพ้อท่านอัลฟ์ที่รักท่านเธอร์และหึงหวงแม้กระทั่งพวกแฟร์รี่จัง

แอบซึ้งเล็กๆ
แล้วก็สงสัยกับท่านเธอร์ไปด้วยจริงๆ ว่าแล้วแฟร์รี่ไปไหน?

#6 By kazukazu on 2009-11-14 21:52