[aph Fanfiction] Only Little Thing I Can Do
posted on 02 Nov 2009 21:04 by chibi
มัวแต่เสพดราม่า.............อร้ากก!!! กับไปเก็บตกประเด็นเอนทรีที่แล้วเพิ่มเติม ไว้พรุ่งนี้ไปสอบสัมภาษณ์งานแล้วบิ้วอารมณ์ขึ้นอาจจะลองลงมือทำอะไรสักอย่างมั้ง ^^a
ความจริงตั้งใจว่าจะเอาฟิคเรื่องใหม่มาลง แต่เจอเรื่องเซ็งเมื่อเช้า+ตามดราม่า เลยเขียนไม่จบ OTL (เสพดราม่ามากไปไม่ดีจริงๆ ด้วยโฮวววว) สุดท้ายงั้นเอาฟิคเก่ามาลงแล้วกัน =_=;;; เรื่องนี้เขียนลงบอร์ดไปพักหนึ่งแล้วแต่ย้ายเอามาลงอีกทีค่ะ ^^
ส่วนเม้นฟิค Love Flu ขอติดไว้ก่อนไว้วันสองวันจะมาอีดิทเขียนเม้านะคะ (อยากเขียนตอบเม้นฟิคมานานแล้ว T^T แต่นี่ลืมเขียนตอบ แงๆๆ)
เนื้อหาในเอนทรีนี้ ไม่ได้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก หากท่านมีความอ่อนไหวเกี่ยวกับประเทศ หรือความสัมพันธ์เกี่ยวกับประเทศ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ทิ้งด้วยค่ะ ^^
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Y Alert! เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของเฮตาเลียแต่ประการใด และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y ค่ะ
Title Only Little Thing I Can Do
Pairing: USxUK
Rate: G
"ฉันขอแนะนำว่าวันนี้นายอย่าไปยั่วโมโหหมอนั่นมากก็แล้วกัน
อารมณ์หมอนั่นดูไม่ค่อยปกติสักเท่าไร"
ฝรั่งเศสอธิบายให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะที่ฉันพยักหน้าไปตามเรื่อง
มันน่าหงุดหงิดออกจะตายที่มีใครสักคนมาเตือนนั่นเตือนนี่เหมือนกับเห็นเรา
เป็นเด็กสามขวบอย่างไรอย่างนั้น
และคนที่จู้จี้กับเรื่องน่าหงุดหงิดแบบนี้เสมอก็คือคนที่ฉันกำลังจะไปพบ
...อังกฤษ ด้วยงานที่กองสุมและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย
โดยเฉพาะช่วงนี้ฉันต้องเตรียมรอต้อนรับท่านผู้นำคนใหม่จนหัวหมุนทำให้ฉันไม่
ได้ติดต่ออังกฤษมาตั้งสามเดือนแน่ะ แต่สำหรับพวกเราซึ่งมีอายุขัยยาวนาน
ระยะเวลาสามเดือนมันก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ
เท่านั้นและอังกฤษก็ดูจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
(แน่นอนฉันก็ไม่ใส่ใจเหมือนกัน!)
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ที่เขาโทรศัพท์มาหาฉัน...จนกระทั่งตอนนี้ยังจำได้ดีว่าเสียงของอังกฤษนั้นฟังดูปร่ากว่าที่เคย
"อเมริกา..." เขาเอ่ยชื่อของฉันเพียงคำเดียวก่อนจะวางหูไปราวกับเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเป็นเรื่องน่าขายหน้าที่โทรศัพท์มาหาฉัน
แน่ล่ะ...ฮีโร่อย่างฉันรู้ทันทีว่าอังกฤษกำลังต้องการความช่วยเหลือ
เพราะฉะนั้นฮีโร่อย่างฉันจึงต้องรีบเหาะมายังเกาะเล็กๆ แห่งนี้ยังไงล่ะ
(ฉันมีสำนึกของความเป็นฮีโร่ที่ดีใช่มั้ยล่ะ)
ฉันแปลกใจนิดหน่อยที่ฝรั่งเศสออกจากประตูตอนที่ฉันลงจากรถ
ริมฝีปากเบะลงอย่างช่วยไม่ได้ตอนที่หมอนั่นบอกว่ามาพบอังกฤษก่อนจะรู้สึก
โล่งใจกับประโยคต่อมาว่าฝรั่งเศสแค่บังเอิญแวะมาเพราะมีเอกสารที่อยากให้
อังกฤษเซ็นรับทราบ
อย่างน้อยอังกฤษก็ไม่ได้โทรเรียกฝรั่งเศส เขาโทรหาฉันแค่คนเดียว นั่นทำให้ฉันอดดีใจไม่น้อยแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตามเถอะ
หลังจากฝรั่งเศสขึ้นรถจากไปแล้ว ฉันจึงเดินเข้าบ้านของอังกฤษ
บรรยากาศโบราณ เชยๆ
แสนคร่ำครึยังคงอนุรักษ์ไว้เหมือนกับตัวเจ้าของบ้านไม่เคยเปลี่ยน
กระนั้นฉันก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศในบ้านนั้นแตกต่างไปจากเดิม
ความเงียบที่เงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้างั้นเหรอ เครื่องเรือนที่ฝุ่นจับบางๆ
ทั้งที่ปกติเจ้าของบ้านรักความสะอาดยิ่งกว่าอะไรรึ
หรือจะเป็นดอกไม้ในแจกันซึ่งเหี่ยวแห้งเพราะขาดการรดน้ำนั่นล่ะ ไม่ใช่
มันมีมากกว่านั้น...อะไรบางอย่างที่ฉันไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร
ขณะที่ฉันได้แต่สงสัย ขาทั้งสองก็พาฉันมาถึงห้องนั่งเล่นของอังกฤษพอดี
และด้วยความเคยชินสายตาฉันก็เหลียวมองเก้าอี้นวมซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง
...เก้าอี้ตัวโปรดที่อังกฤษมักจะนั่งอยู่เป็นประจำเสมอ
อังกฤษวันนี้ดูแปลกไปอย่างที่ฝรั่งเศสว่าไว้จริงๆ
ใบหน้าซึ่งมักเชิดตรงและถือดีบัดนี้กลับเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
นัยน์ตาสีเขียวมรกตที่มักจะขุ่นขึ้งเสมอยามที่ฉันยั่วโมโหบัดนี้กลับเต็มไป
ด้วยแววสับสนและว้าวุ่น
รอยยิ้มเยาะซึ่งมักประดับอยู่บนมุมปากเสมอมาตอนนี้กลับเลือนหายไร้ซึ่ง
อารมณ์ใดๆ สิ้น
ฉันจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคย...อังกฤษดูไม่สมเป็นอังกฤษเอาเสียเลย นี่มันมากกว่าที่ฉันคาดไว้เลยแฮะ
"...อเมริกาเหรอ" ทั้งที่ฉันยืนอยู่ตั้งนานสองนานแล้ว อังกฤษเพิ่งจะมองเห็นและทักทาย ฉันนึกโมโหจนอยากต่อว่าขึ้นมานิดหน่อย
" ก็แหงอยู่แล้วสิ
สมองเลอะเลือนหรือแก่จนสายตาฝ้าฟางจนมองไม่เห็นฉันแล้วเหรอไง"
ทั้งที่หยอกล้ออย่างเคยแท้ๆ
แต่ทันทีที่หลุดปากพูดออกไปนัยน์ตาสีเขียวตรงหน้าก็พลันสั่นไหวและทำให้ฉัน
นึกเสียใจที่พูดประโยคเมื่อครู่ออกไป
"มองไม่เห็น...มองไม่เห็นงั้นเหรอ" อังกฤษทวนคำซ้ำอย่างเชื่องช้า
อากัปกริยาของเขาทำให้ฉันไม่ชอบใจเอาซะเลย เฮ้!
ทำแบบนี้ไม่สมกับเป็นเธอเลยนะ
คนอย่างเธอน่ะต้องลุกขึ้นมาโวยวายต่อว่าฉันสิ...
หยาดน้ำใสๆ
ร่วงผล็อยลงมาจากนัยน์ตาสีเขียวสว่าง
ฉันจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ อังกฤษ...คนถือดี
ทะนงตนไปเสียทุกเรื่องอย่างน่ารำคาญกำลังร้องไห้?
ก็ไม่ใช่ไม่เคยเห็นอังกฤษร้องไห้นะ
แต่นั่นมักจะเป็นตอนที่เจ้าตัวกำลังเมาได้ที่ หรืออย่างมากก็แค่น้ำตาคลอๆ
เวลาฉันแกล้งพูดอะไรให้เขาเจ็บแค้นใจเล่น
นี่เป็นครั้งแรก...ไม่สิเป็นครั้งที่สองที่ฉันได้เห็นน้ำตาแบบนี้ของอังกฤษ
น้ำตาที่ร้องไห้เพราะกลัวว่าตัวเองกำลังทำของสำคัญหลุดไปจากมือ...
"ไม่เห็น...ทำยังไงก็ไม่เห็น..."
คงเพราะร้องไห้ถ้อยคำตอกย้ำของอังกฤษนั้นจึงฟังดูกระท่อนกระแท่น
ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าเขาตั้งใจพูดกับฉันหรือเปล่า แต่คิดว่าคงไม่ใช่
"ตั้งสองวันแล้ว ทำไมฉันถึงหาพวกเขาไม่เจอ แฟร์รี่ของฉันหายไปไหน"
พูดเรื่องบ้าอะไรของเธอน่ะ? ฉันเกือบหลุดปากถามออกไป
แต่สมองที่ฉลาดเฉลียวทำให้ฉันนึกออก แฟร์รี่?
หมายถึงไอ้อาการฟั่นเฟือนประสาทหลอนของอังกฤษน่ะเหรอ
มองไม่เห็นก็แปลว่าหายจากอาการเพี้ยนๆ แล้วสิ
ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอไง
ลองมาเป็นฉันที่เห็นเธอเอาแต่หัวเราะพูดคุยอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้าดูบ้างสิ
คนสติดีไม่มีใครเขาเป็นหรอกนะ
ถ้าเป็นอังกฤษยามปกติฉันคงจะแกล้งพูดถ้อยคำเหล่านั้นเผื่ออังกฤษจะโวยวาย
อาละวาดขึ้นมาบ้าง แต่พอเห็นอังกฤษร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย
คำพูดเหล่านั้นก็ถูกเหวี่ยงทิ้งไปจากสมอง
และนั่น...ทำให้ฉันไม่รู้จะเลือกสรรถ้อยคำใดมาพูดนอกจากจะเดินเข้ามานั่งข้างๆ เขาซึ่งน้ำตาไหลอาบแก้ม
"เมื่อวานนี้ยูนิคอร์นยังจูบแก้มอวยพรฉันก่อนไปทำงานอยู่เลย" อังกฤษเอ่ยขึ้นช้าๆ
ในขณะที่ฉันได้แต่นั่งฟัง
"อาทิตย์ที่แล้วพวกแฟร์รี่ยังช่วยกันจัดดอกไม้ในแจกัน
ยังบอกฉันเลยว่าอยากให้ฉันช่วยตัดดอกกุหลาบสีขาวมาให้พวกเธอสักช่อหนึ่ง"
ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นสั่นเครือ
ฉันได้แต่ทาบมือลงกับมือซึ่งเย็นเยียบของอังกฤษ
"พวกคนแคระก็ยังเมาแอ๋ เพราะดื่มหนักกันตั้งแต่เมื่อวาน
ฉันอยากจะเชื่อจริงๆ
นะว่าพวกเขาแค่ออกไปขุดเหมืองที่ไหนสักแห่งโดยไม่บอกฉัน" หยดน้ำอุ่นๆ
ร่วงหล่นต้องหลังมือ
ฉันไม่อาจทำอะไรได้นอกจากดึงอังกฤษมาซบอก
ถ้าเป็นปกติอังกฤษคงขัดขืนแล้วหันมาตวาดใส่ฉันว่าทำบ้าอะไรของนาย
แต่วันนี้อังกฤษไม่ทำอย่างนั้นเขาเอาแต่ร้องไห้
ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ...
ไม่ชอบใจเอาซะเลย...
"เธออาจไม่สบายหรือสมองเพี้ยนไปจากเดิมที่เพี้ยนอยู่แล้วนิดหน่อย
วันนี้เลยอาจมองไม่เห็นก็ได้มั้ง" มันเป็นคำปลอบที่แสนจะงี่เง่า
แต่ฉันก็คิดหาเหตุผลอะไรไม่ออกที่จะปลอบใจอังกฤษได้
ก็ในเมื่อไอ้สิ่งที่อังกฤษพูดมาทั้งหมดมันไม่มีตัวตนแต่แรกไม่ใช่เหรอ...
ทั้งที่ฉันคิดว่าฉันปลอบเขาได้ดีที่สุดแล้ว อังกฤษกลับเอ่ยเสียงขื่น "ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ"
"ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว คนบ้าอย่างเธอไม่หายเพี้ยนง่ายๆ หรอก
เดี๋ยวภาพหลอนพวกนั้นก็กลับมาแหละ"
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดไม่ดีกับอังกฤษแบบนี้
แต่พอเห็นเขาให้ความสำคัญกับสิ่งไม่มีตัวตนพวกนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก
รำคาญใจจนพูดจาใจร้ายออกไป
และทั้งที่แขวะไปแบบนั้นแท้ๆ
อังกฤษกลับเมินเฉยกับคำพูดของฉันได้อย่างน่าโมโห
"คุณกัปปะเคยบอกฉันว่าพอยุคสมัยเปลี่ยนไปตัวตนของพวกเขาก็หลงเหลือเป็นเพียง
แค่ความเชื่อและตำนาน"
มันก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เธอพูดถึงใครอีกแล้วน่ะ
"คุณกัปปะบอกว่า...ญี่ปุ่นเองก็เคยคุยเคยมองเห็นพวกเขา...แต่สุดท้าย..."
บรรยากาศมืดมนเคลื่อนตัวเข้ามา
พอมองออกไปหน้าต่างสายฝนก็เริ่มร่วงหล่นเปาะแปะไม่ขาดสายเหมือนเช่นอารมณ์
ของอังกฤษในตอนนี้
"อเมริกา..." อังกฤษเรียกชื่อของฉันราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันมีตัวตนอยู่ข้างๆ
"ฉันน่ะ...ไม่ได้กลัวจะไม่ได้พบพวกเขาอีกแล้วหรอกนะ..."
อังกฤษเอ่ยเสียงสั่นสะท้าน
บางทีคงเป็นเพราะฝนข้างนอกนั้นเย็นจึงพาลให้ภายในห้องนั้นหนาวตามไปด้วย
"แต่อเมริกา ฉันกลัว...ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่งฉันจะลืมเรื่องของพวกเขาไป"
สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุดยั้ง
เสียงหยดน้ำที่กระทบบานหน้าต่างทำให้ห้องไม่เงียบจนเกินไป
และทำให้ฉันสามารถเฝ้ามองอังกฤษที่เอาแต่ร้องไห้ด้วยความกลัวไปเรื่อยๆ
ไม่ใส่ใจว่าเสื้อแจ้กเก็ตของฉันจะเลอะน้ำตาเป็นดวงสักแค่ไหน
พูดได้ไม่เต็มปากหรอกนะว่าฉันเข้าใจความรู้สึกของอังกฤษ
เพราะฉันมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ได้ฟั่นเฟือนเห็นภาพหลอนแบบเขา
แต่ความกลัวที่จะลืมใครสักคนงั้นเหรอ ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจนะ
ก็การลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดมันน่าเศร้าออกจะตายนี่นา
ฉันเอง...ถ้าสักวันหนึ่งต้องลืมเรื่องของอังกฤษไปล่ะก็ ฉันคงทรมาน คงหายใจไม่ออกตายแน่ๆ
เพราะอย่างนั้น...ความรู้สึกของอังกฤษในเรื่องนี้ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจนะ
เข้าใจจนอดสงสัยไม่ได้ว่า...ถ้าสักวันหนึ่งอังกฤษเกิดลืมเรื่องของฉันไปบ้าง
เขาจะร้องไห้ให้ฉันเหมือนแบบนี้บ้างหรือเปล่า
ฉันกัดริมฝีปากหยุดความคิดไร้สาระทั้งปวง
จะไปอิจฉาสิ่งที่ไม่มีตัวตนให้ได้อะไรขึ้นมา
ฉันไม่เหมือนเจ้าพวกภาพลวงตาพวกนั้นสักหน่อย ฉันมีตัวตนมีเลือดเนื้อ
มีชีวิตมานั่งอยู่ข้างๆ อังกฤษคนไม่ได้เรื่องตอนนี้ไม่ใช่หรือไง
ฉันน่ะไม่เหมือนพวกแฟร์รี่ ยูนิคอร์นอะไรที่เธอเอาแต่พร่ำเพ้อหรอก
เพราะไม่ว่ายังไงก็ตามฉันก็จะไม่มีวันทิ้งเธอแล้วหนีหายไปเหมือนกับเจ้าพวกนั้นหรอก...ไม่มีวัน
คิดได้ดังนั้นฉันจึงยกมือปาดน้ำตาของอังกฤษ
น้ำตาของอังกฤษนั้นอุ่น...ไม่เย็นชื้นเหมือนสายฝนข้างนอก และแม้จะปาดออกไป
น้ำตาของอังกฤษก็ยังคงไม่หยุดไหล
เช่นนั้นฉันจึงแนบเรียวปากจูบซับน้ำตาแทนพร้อมกับกระซิบ "เดี๋ยวพวกเขาก็กลับมา..."
"อเมริกา..."
"เดี๋ยวก็กลับมา...อาจเป็นพรุ่งนี้ ปีหน้า หรืออีกหลายปีข้างหน้า..."
สองแขนของฉันโอบกอดอังกฤษไว้ "ถึงตอนนั้นหากพวกเขายังไม่กลับมา..."
"ฉันก็จะมานั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ก็แล้วกัน"
ฉันรู้ดี...ว่าฉันไม่ใช่คนที่ปลอบใจคนเก่งเท่าไร
และแน่นอน...ฉันไม่ได้เข้าใจว่าอังกฤษนั้นกำลังกลัดกลุ้มเรื่องอะไร
แต่อย่างน้อยการที่อังกฤษโทรศัพท์มาหาฉัน...ฉันก็รู้ดีว่าเขาต้องการฉันมากแค่ไหน
ฮีโร่อย่างฉันอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของอังกฤษเลยสักเรื่อง...
สิ่งเดียวที่ฮีโร่อย่างฉันสามารถทำได้...มีเพียงแค่นั่งอยู่ข้างๆ และกอดเขาไว้เสมือนว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
และนั่นคือสิ่งเล็กน้อยที่ฮีโร่อย่างฉันสามารถทำได้เพื่อเขาจริงๆ...
END
Postscript:
เสร็จแล้ววว ฟิคเบย์เอย์ที่ไม่ได้เขียนร่วมเดือน (รู้สึกเกือบๆ
สองเดือนได้มั้ง...) หลังจากติดสอบ ติดดิสเซอ ติดเที่ยว (เอ๊ะ?)
จนตอนนี้กลับไทยแล้วในที่สุดก็มีเวลาเขียนสักที TvT
คิดว่าหลังจากนี้ช่วงระหว่างหางานคงมีเวลาเขียนไปเรื่อยๆ ล่ะมั้งค่ะ
เพราะยังดองและโมเออยากเขียนตั้งหลายอย่างอ่ะน้า
เรื่องนี้เป็นพลอตที่คิดระหว่างไปเที่ยว Bristol
ไม่เกี่ยวอะไรกับสถานที่ค่ะ (จะพูดทำไมเนี่ย)
แค่คิดว่าถ้าสมมติอังกฤษเกิดไม่เห็นแฟร์รี่ขึ้นมาจริงๆ
สักวันจะเป็นยังไงนะ แล้วก็นึกถึงว่าจริงๆ
ญี่ปุ่นก็เคยมีช่วงเวลาที่มองเห็นเหมือนกันนี่นะ
ถ้าเวลาที่ความเชื่อเริ่มเปลี่ยนไปและเริ่มมองไม่เห็นจะเป็นยังไง
พอคิดงั้นอังกฤษคงน่าสงสารแย่เลยอยากเขียนมุมมองของเมริกาออกมาแบบนี้น่ะค่ะ
^^
ไม่รู้คนอ่านจะหมั่นไส้เมริกากันมั้ยนะ
แต่ตอนเขียนคิดว่าพยายามเขียนให้เห็นว่าเมริการักและหึงอังกฤษมากๆ นะคะ
ถ้าสื่อให้เห็นถึงความรักของเมริกาที่มีต่ออังกฤษได้ก็ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
>__<
กับจริงๆ
แรกเริ่มตอนจบอยากจะเขียนให้วันต่อมาอังกฤษกลับมาเห็นพวกแฟร์รี่ได้ตามเดิม
นะแต่กลายเป็นประโยคจบมันหยุดที่ตรงนี้ซะเอง
เลยเลือกจะจบให้คิดเองดีกว่าว่าอังกฤษจะกลับมาเห็นแฟร์รี่เหมือนเดิมมั้ย
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมริกาก็จะอยู่ข้างๆ น่ะนะ (แต่อีกใจก็คิด
เมริกาจะเชื่อใจได้สักแค่ไหนเชียวน้า เป็นคู่ที่คาดเดาได้ยากจริงๆ น้า)
เรื่องนี้มาคิดดูเขียนอังกฤษในมุมที่อ่อนไหวมากเหมือนกันแฮะ แต่หลังๆ รู้สึกตัวเองชอบเขียนเมริกาที่รักอังกฤษมากๆ จัง เพ้อออออ
ฮา พวกแฟรี่รีบๆกลับมาเร็วสิ!
เอ้ย!!! ไม่ใช่
อ่านตอนแรกนึกว่าอาเธอร์(ขอเรียกอาเธอร์นะคะ)จะตาบอดจริงๆซะอีก ก็ยังดีนะที่ไม่ได้ตาบอดไปจริงๆ
อัลฟ์ ขอให้ทำได้จริงๆเถอะน่ะ
#1 By ป้าแดง underground on 2009-11-02 23:18