[Short Story] Happy Birthday to Our Love
posted on 05 Nov 2009 21:07 by chibiหาของมาดันลงตั้งนาน ไม่อยากโพสฟิคเฮตาเลียหลังจากเอนทรีที่ผ่านมา ^^" แล้วก็อืมม คิดหนักเรื่องการโพสชื่อประเทศขึ้นมาบ้างแล้วสิ อืมม อืมมม
เอาเถอะ เรื่องที่จะโพส...........เกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเขียน จำไม่ค่อยได้ว่าเขียนตอนไหนหว่า และเคยไปโพสที่อื่นมั้ยแต่น่าจะไม่มีหรือมีน้อยมากมั้ง ออริเรื่องอื่นก็โพสบ่อยจนคนเบื่อแย่ กลับมาอ่านเรื่องนี้ชักอยากขุดนิยายออริมาเขียนต่อจัง >w<
ตอบเม้นฟิค 2 เรื่องก่อนไว้จะมาตอบงวดหน้านะคะ จริงๆ นะ TwT(คราวนี้มีประเด็นอะไรจะอยู่แต่ในนั้นแล้วขี้เกียจหาของดัน แล้วก็เริ่มขี้เกียจพิมพ์อธิบายน่ะนะพูดที่อยากพูดแทบจะหมดแล้วอ่า) นอกเรื่องละโพสดีกว่า
Title : Happy Birthday to Our Love
Notice : เรื่องสั้นเขียนเอาสนุกๆ ^^;; แต่ผับนี้อาจหลุดไปวงโคจรที่ไหนสักเรื่องได้จ่ะ
เราพบกันเมื่อสิบปีก่อน
และอีกห้าปีถัดมาเราก็คบเป็นแฟนกัน
แต่จะห้าปี หรือสิบปี เรื่องบางเรื่องเขาเป็นคนอย่างไรก็ยังคงเป็นคนแบบนั้น
ผมชินแล้วล่ะ ก็รู้มาตั้งนานแล้วนี่นาว่าเขาเป็นคนแบบนี้
กะอีแค่วันเกิดน่ะ จะลืมสักห้าปี สิบปี หรือจะร้อยปีมันก็ไม่เห็นจะต่างกันจริงมั้ยล่ะ?
“สุขสันต์วันเกิดครับคุณพี” กุหลาบพร้อมกับแก้วก้านยาวบรรจุน้ำสีสวยถูกวางลงต่อหน้าอย่างนุ่มนวล
“ขอบคุณครับ...” พีรพล
หรือคุณพีเอ่ยเสียงขุ่นก่อนจะยกแก้วนั้นขึ้นมาดื่มรวดเดียวโดยไม่สนใจว่า
ฤทธิ์เหล้าในแก้วนั้นจะแรงเพียงใด ส่วนกุหลาบน่ะเหรอนอนสงบนิ่งอยู่ที่ใด
ก็ยังอยู่แบบนั้นแหละ
“ใจร้ายเหมือนเคยนะครับ
คุณทิ้งกุหลาบที่ผมให้เป็นของขวัญวันเกิดมาสามปีแล้ว น่าสงสารดอกไม้แย่”
มาสเตอร์ตัดพ้อ หากใบหน้ายังยิ้มละไม
สายตายังคงจ้องมองคนเป็นแขกด้วยความเอ็นดู
“ก็ไม่เห็นอยากจะได้นี่นา...ผมน่ะไม่สนใจวันเกิดตัวเองมาตั้งนานแล้ว”
คนเป็นเจ้าของวันเกิดตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจางสบตากับมาสเตอร์
เมื่อนั้นเหล้าอีกแก้วก็ถูกนำมาเสริฟอย่างรวดเร็ว
“ทะเลาะกับคุณเคนมาเหรอครับ”
“ยุ่งน่า!” แก้วที่สองหมดไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับคำก่นด่า “ทำไมฉันต้องทะเลาะกับมันในเมื่อมันไม่อยู่ให้ทะเลาะ ห๊ะ!!”
เหล้าแก้วที่สามถูกเสริฟตามต่อ “โอเคๆ ขอโทษที่พูดจาเสียมารยาทออกไป
ยังไงดื่มแก้วนี้ก็กลับบ้านได้แล้วนะครับ เดี๋ยวจะเมาจนกลับบ้านไม่ถูก”
“ยุ่งอีกแล้ว
บอกให้รู้ไว้เลยคืนนี้ให้ตายยังไงฉันจะไม่กลับบ้านเด็ดขาด”
นายพีประกาศกร้าว ไม่เกรงใจแขกเหรื่อในร้าน เพราะร้าน Full Moon
วันนี้ปิดให้บริการสำหรับลูกค้าคนสำคัญของมาสเตอร์นั่นเอง
“ไม่กลับผมก็แย่สิครับคุณพี” มาสเตอร์ยังคงโปรยยิ้ม
หากนัยน์ตาสีเหล็กนั้นกลับฉายแววเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอก
“ผมไม่รับประกันนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณพีอยู่กับผมจนถึงเช้าน่ะ”
“ลองคุณทำอะไรที่ว่าสิ เคนแล่นมาฆ่าคุณถึงที่แน่” คนเป็นลูกค้าคนสำคัญคำรามก่อนจะล้มฟุบลงกับโต๊ะ เหล้าแก้วที่สามพร่องไปแล้ว
“ใจร้ายเหมือนเคยนะครับ ทั้งที่รู้ว่าผมรู้สึกกับคุณยังไง”
มาสเตอร์หนุ่มถอนหายใจ
กระนั้นมือเรียวสวยก็เอื้อมไปลูบเรือนผมสีดำที่เรียบแปล้เป็นเงามัน
เหล้าสามแก้วก็เมาแอ๋ง่ายดาย นอกจากหน้าอ่อนไม่สมวัย
คนตรงหน้าก็ยังคออ่อนไม่เปลี่ยน ทั้งที่อายุอานามก็เฉียดเลขสามแท้ๆ
นัยน์ตาสีเหล็กมองแก้มซึ่งตอนนี้ถูกย้อมเป็นสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
เช่นเดียวกับริมฝีปากที่ราวกับมีแรงดึงดูดให้โน้มเข้าไปชิดใกล้
“ตั้งสติไว้ๆ ไอ้นอร์ท ทะเลาะกับไอ้คุณเคนมันไม่สนุกนักหรอก” คนไม่เมาสะบัดหน้าแรงๆ เรียกสติ ก่อนจะเปลี่ยนมาเขย่าร่างบาง
“คุณพีครับกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง...”
“อืม...ไม่เอาน่ะ ง่วงจะนอนมันตรงนี้แหละ”
ชายหนุ่มตอบเสียงอ้อแอ้ก่อนจะนอนขดเป็นลูกแมวต่อ
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนตอนนี้ดูฉ่ำเยิ้มจนทำให้คนสบมองต้องหักห้ามใจตนเอง
“คนโตๆ แล้วเขาไม่ทำแบบนี้กันหรอกครับ” นอร์ทตอบเสียงอ่อน
“ใช่สิ คนโตๆ แล้วไม่งอแงเป็นเด็กๆ พอๆ
กับที่เป็นผู้ชายก็ไม่มีสิทธิโวยวายที่คนรักลืมวันเกิดตัวเองทุกปีใช่มั้ย
ล่ะ” เสียงที่ดังลอดออกมาเต็มไปด้วยความน้อยใจจนคนฟังสัมผัสได้
“ไหนบอกว่าไม่สนใจไงล่ะครับ”
“ฉันพูดตั้งแต่เมื่อไรว่าไม่สนใจโอ๊ย! ยิ่งคุยยิ่งหงุดหงิด
ปวดหัวชะมัด!!”
คนเมาโวยวายไม่เกรงใจก่อนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นพร่ำเพ้อตามสเตป
“เฮงซวยเป็นบ้า ฉันน่าจะชินได้แล้วนะว่ามันต้องลืมแน่ๆ”
“คุณพีเป็นผู้ชายก็น่าจะรู้ว่าคุณเคนไม่ใช่คนโรแมนติคมาแต่ไหนแต่ไรนี่นา”
“เออ! ฉันรู้ว่าไอ้นักแต่งเพลงงี่เง่า นั่นเป็นคนไม่โรแมนติค
ไม่โรแมนติคเลยยย แม่งเพลงรักที่มันแต่งติดชาร์ตเป็นเดือนๆ
ได้นี่สงสัยต้นสังกัดยัดเงินแหงๆ!!” แก้วเหล้าถูกยื่นมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่มีแก้วที่สี่สำหรับคนเมา
“งั้นก็คิดแบบนี้สิครับว่าคุณเคนแต่งด้วยความรักที่มีต่อคุณพีเชียวนะ” มาสเตอร์หนุ่มยิ้มหวานพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้คนเมา
“เหอะ! นายจะไปรู้อะไร ไอ้เพลง รักที่ขาดเธอไม่ได้
น่ะไอ้บ้าเคนมันแต่งตอนไหนรู้มั้ย ตอนมันต้มมาม่า
มาม่ารสต้มยำกุ้งด้วยนะเฟ้ย ระยำเอ๊ย!!
เกิดมาฉันเพิ่งเคยเห็นนักแต่งเพลงที่ไร้อารมณ์สุนทรีได้ขนาดนี้ก็มันเนี่ย
แหละ”
...ที่ปรึกษาการลงทุนที่คาดหวังอารมณ์โรแมนติคขนาดนี้ผมก็เพิ่งเคยเห็น
เหมือนกันครับ...นอร์ทได้แต่คิดเพราะไม่มีโอกาสพูดแทรกคนเมาที่กำลังพล่ามใน
ตอนนี้ได้ เข็มนาฬิกาขยับไปตามจังหวะ ไม่ช้าไม่นาน
เข็มสั้นและเข็มยาวก็มาบรรจบเลขสิบสองในที่สุด
นัยน์ตาสีเหล็กเหลือบมองนาฬิกาก่อนจะหันมามองร่างเล็กที่ฟุบหลับคาโต๊ะ “หมดวันแล้วนะครับ...”
“แล้วไง...” เสียงอู้อี้ดังลอดมาเบาๆ แวบหนึ่งมาสเตอร์หนุ่มคิดว่าลูกค้าผู้น่ารักของเขาจะร้องไห้
ทว่าสิ่งที่เห็นก็มีเพียงแต่ดวงตาที่ฉายแววเบื่อหน่ายเท่านั้น เรียวปากบางหาวหวอดก่อนจะบ่นพึมพำ “ก็แค่แก่ขึ้นอีกปีก็เท่านั้นเอง...”
มันไม่ใช่แค่เรื่องลืมวันเกิด หากมาสเตอร์หนุ่มรู้ดีว่า
ไอ้คุณเคนของคุณพีที่ว่ามักจะทำอย่างนี้กับคุณพีเสมอ
วันสำคัญอะไรที่เกี่ยวกับคุณพีไม่เคยคิดจะจำ นานๆ
ทีกว่าจะหาวันหยุดว่างตรงกันได้ ไอ้คุณเคนก็จะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนอน
ปล่อยให้คุณพีได้แต่มองตาปริบๆ
แม้เขาจะเคยเจอไอ้คุณเคนแค่สองสามครั้ง
แต่ด้วยการงานที่ต้องพบปะผู้คนมากมาย เขาก็รู้สึกได้ว่า
ไอ้คุณเคนของคุณพีนี่ช่างเป็นผู้ชายที่เฉยชาสิ้นดี
“เห็นคุณพีบอกว่ารู้จักกับเขามาตั้งสิบปีแล้ว
เพราะอะไรนะถึงคบกันได้นานแบบนี้”
คนรู้จักคนตรงหน้าแค่สี่ปีคิดขณะโน้มหน้าเข้าไปมองใกล้ๆ
นัยน์ตาสีดำปิดสนิทแล้ว หากขนตายาวเป็นแพก็ดึงดูดใจเขาให้เต้นระรัว
...บางที แค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น...ชั่วขณะที่คิดระยะห่างระหว่างเขากับร่างที่หลับใหลก็ลดลงทุกทีๆ
“คิดจะทำอะไรน่ะ...”
เสียงเย็นๆ เนิบๆ เรียกสติให้มาสเตอร์หนุ่มผงะออกห่าง ใบหน้าฉายแววงุนงงเมื่อภาพใครบางคนสะท้อนอยู่ในดวงตา
“คุณเคน...มาที่นี่ได้ยังไง?”
“ก็มาตามหมอนี่กลับน่ะสิ” แขกไม่ได้รับเชิญไม่พูดเปล่าลงมือดึง
‘หมอนี่’ จากเก้าอี้ ร่างสูงใหญ่เจ้าของผมสีชาบ่นพึมพำ “บ้าชิบ!
ปล่อยให้ฉันยืนขาแข็งรออยู่หน้าห้องตั้งนานแล้วตัวเองนอนเมาสบายใจเฉิบเนี่ย
นะ ไม่ยอมบอกสักคำว่าจะฉลองวันเกิดที่นี่”
“เอ๋...วันเกิด?” มาสเตอร์หนุ่มทวนคำอย่างงงัน
“ใช่...วันนี้วันเกิดของเจ้านี่ไง นายเพิ่งรู้เหรอ” คนผมสีชาถามเสียงขุ่น
“ป...เปล่าไม่มีอะไร” แม้มีเรื่องอยากพูดมากมาย แต่เมื่อคิดถี่ถ้วนแล้วเขาน่าจะนิ่งเฉยไว้ดีกว่า
เคนหรี่ตามองคู่แข่งความรักที่ไว้ใจไม่ได้ “โชคดีนะว่าฉันไม่อยากอารมณ์เสียในวันเกิดเจ้าพี เรื่องเมื่อกี้ฉันจะทำเป็นลืมแล้วกันนะ”
“อ...” นอร์ทอ้าปากหมายจะทักท้วง
หากร่างสูงใหญ่เหมือนหมีก็ประคองคุณลูกค้าผู้แสนน่ารักของเขากลับไปเสียแล้ว
บานประตูปิดดังปัง ทิ้งไว้เพียงแค่ความเงียบงันให้อยู่ข้างกายเขาเท่านั้น
“เฮ่อ...ให้ตายเถอะ” มาสเตอร์หนุ่มถอนหายใจ กระนั้นใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม “ปีนี้ก๊อกหักอีกตามเคยแฮะเรา...”
----------------
สายลมเย็นๆ ตีหน้าปลุกให้คนเมาไม่ได้สติฝืนลืมเปลือกตาอันหนักอึ้ง
เขาเหลือกตามองทิวทัศน์รอบข้าง ท้องฟ้ามืดสนิทไร้แสงดาว
ฟุตบาทว่างเปล่าไร้ผู้คน จำได้ว่าเรานอนอยู่ในร้านคุณนอร์ทนี่นา
“เอ...นี่เรา...เมา...จนกลิ้งออกนอกร้าน?”
“ฟื้นแล้วเหรอเจ้าบ้าเอ๊ย” เสียงบ่นที่ดังเหนือหัวทำเอาร่างเล็กสะดุ้งโหยงหายสร่างเมาทันที
“เคน...นาย...มาอยู่ที่นี่ได้ไง” คนเพิ่งได้สติยังคงเง็งเป็นไก่ตาแตก
“ก็มารับนายกลับน่ะสิ! ปล่อยให้คนยืนรออยู่หน้าห้องตั้งนาน
นายต้องรับผิดชอบด้วย”
คนมีสติเต็มร้อยแต่แรกเหวี่ยงร่างที่ประคองเมื่อครู่เข้าไปในรถ
“นายไปรอฉันหน้าห้อง เคน?? นายเนี่ยนะ??” พีรพลทวนคำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ทำไม คนรักมาฉลองวันเกิดให้มันแปลกตรงไหน อย่าบอกนะนายลืมไปแล้วว่าวันนี้วันเกิดนาย” คนขับรถย้อนถามให้ชวนปวดหัวจี๊ดขึ้นมาตงิดๆ
“อะไรกัน! นายต่างหากที่ลืมวันเกิดฉันทุกปี
ใครใช้ให้ปีนี้ทะลึ่งจำได้ฟะ” เจ้าของวันเกิดโวยทันที
ก่อนจะหน้าหงายเมื่อรถออกตัวพุ่งสู่ถนนสุดแรง
“โอเค งั้นปีหน้าจะลืมเหมือนเดิมแล้วกัน”
“หนอย! ตั้งใจจะกวนประสาทกันใช่มั้ย”
พีนึกอยากโดดเข้าไปบีบคออีกฝ่ายนัก
แต่ชีวิตตัวเองแขวนอยู่กับพวงมาลัยในมืออีกฝ่ายจึงไม่อาจทำอะไรได้
คารมและวาจาจึงเป็นอาวุธอย่างเดียวที่ใช้ได้ในตอนนี้
“คนอย่างนาย...ฉันเอือมที่จะบ่นแล้ว เอาเป็นว่าปีหน้าก็ส่วนปีหน้า
ปีนี้ก็ส่วนปีนี้ เพราะงั้นเอาของขวัญมาได้แล้ว”
“ของขวัญ?” คนขับรถเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ประหนึ่งว่าคำถามที่เขาถามออกไปมันช่างประหลาดสิ้นดี
“ก็...ของขวัญวันเกิดฉันไง ไหนๆ จำได้ก็เอามาซะ เอ๊ะ...เดี๋ยวก่อน
อ...อย่าบอกนะว่า...”
คนสร่างเมาหันไปจ้องหน้าคนขับเขม็งด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่มีหรอก...” ต่อคำให้เสร็จสรรพไม่เสียเวลา
“ว่าไงนะ!!”
“ก็คนมันลืมนี่นา” ถนนในยามนี้ช่างโล่ง และไร้ผู้คน เหลืออีกเพียงสองไฟแดงก็จะถึงที่หมาย
“ให้ตายเถอะ!! นายนี่มัน...พอๆๆ ฉันขี้เกียจจะพูดอะไรแล้ว” คนโดนลืมของขวัญหันไปกอดอก ในใจนับหนึ่งถึงสิบเพื่อสงบสติอารมณ์
ให้ตายเถอะ นายพีรพล
ที่ปรึกษาการลงทุนด้านการเงินผู้เฉียบแหลมตัดสินใจได้อย่างเยือกเย็น
กะแค่ถูกลืมเรื่องของขวัญเขาไม่เห็นจำเป็นต้องโกรธเลย
ใช่...ไม่จำเป็นต้องโกรธเลยสักนิด เคนมันก็เป็นของมันแบบนี้มานานแล้วนี่นา
รถแล่นมาจอดหน้าคอนโดเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เช่นเดียวกับที่เจ้ามนุษย์ไร้อารมณ์ดึงเขาไปกอดเมื่อไร...เขาก็ไม่ทันคิดเช่นกัน
รู้เพียงแค่เรียวปากได้รูปที่กำลังช่วงชิงลมหายใจเขาไปนั้น
ช่างอ่อนหวาน และร้อนรุ่มในเวลาเดียวกัน
เรียวแขนบอบบางเกาะบ่าหนาเมื่อร่างสูงใหญ่โอบกอดเขาไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ให้ตายเถอะ...เป็นแบบนี้ทุกที
ถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า สูญเสียตัวตนที่เยือกเย็นกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่รู้
ความรักมันน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ----?
ท่ามกลางสติอันเลือนราง นัยน์ตาของเขาสะท้อนแต่เพียงภาพคนตรงหน้าเท่านั้น
----------------
ฟ้าสางแล้ว วันใหม่กำลังจะเริ่มต้น หากร่างทั้งสองที่นอนเคียงข้างกันยังคงรู้สึกเกียจคร้านจะลุกขึ้นมาทำอะไร
“จะว่าไป...ก็ใช่ว่าจะไม่มีของขวัญวันเกิดน่ะนะ” เคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงง่วงงุนขณะนอนอยู่บนเตียงกว้าง
“มาให้ทั้งที่เลยวันจะมีประโยชน์อะไร มูลค่าตกแล้วเฟ้ย” ส่วนคนเมาหลับเมื่อครู่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายนอนตาค้างแทน
“แต่ฉันคิดว่ามันยังมีราคาสำหรับนายนะ” ร่างสูงพลิกตัวดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด
คนลงทุนชั่งใจเล็กน้อย ก่อนจะถามเสียงเบา “อะไรล่ะที่นายจะให้ฉัน...”
“สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังหนึ่งวัน” เคนกระซิบให้ร่างในอ้อมแขนฟังเบาๆ “จำวันเกิดได้แล้วมาอวยพรแค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้วไม่ใช่เหรอ”
“บ้าชิบ...นี่นายไม่ลงทุนเลยนี่หว่า”
พีเงื้อเท้าหมายจะยันอีกฝ่ายตกเตียง
แต่ก็ไม่อาจทำได้เมื่อร่างสูงใหญ่เหมือนหมีควายยกขาขึ้นมาพาดเหมือนคาดการณ์
ได้ล่วงหน้า
“งั้นแถมให้อีกหน่อย ขอให้ฉันได้อยู่ข้างๆ นายแบบนี้ตลอดไป”
“นี่มันอวยพรให้ตัวเองแล้วไอ้ประสาทเอ๊ย...”
“อ้าว! ผิดตรงไหน ก็ความสุขของนายคือการที่ฉันอยู่ข้างๆ
ไม่ถูกเหรอไง” คนอวยพรตอบหน้าตายๆ ก่อนจะหาวเสียงดังลั่น “ง่วงแล้ว
ฉันนอนก่อนล่ะนะ”
ไม่มีโอกาสต่อปากต่อคำเพราะเจ้าหมีตัวโตเผ่นหนีเข้าสู่นิทรารมณ์ทันที พีได้แต่จ้องดวงหน้าที่หลับสนิท พูดอะไรไม่ออกสักคำ
นี่สินะ เถียงกับนักแต่งเพลงเจ้าของเพลงรักฮิตติดชาร์ตต้องเสียเปรียบแบบนี้ทุกที
ในแง่การลงทุน แม้การที่รักกับคนแบบเจ้าหมอนี่อาจจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง
แต่ผลที่ได้ออกมา ก็ดูไม่เลวเหมือนกันแฮะ...
END
Postscript : จริงๆ เป็นคนชอบเรื่องบรรยากาศผู้ใหญ่แบบนี้นะ
แต่แต่งให้ได้ฟีลที่ว่าไม่ค่อยได้
คงเพราะเรามีความเป็นเด็กง้องแง้งเยอะไปล่ะมั้ง 555
#1 By ป้าแดง underground on 2009-11-05 21:39