[APH Fanfiction] Love Flu (America's Side)
posted on 03 Dec 2009 19:56 by chibiเฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Y Alert! เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของเฮตาเลียแต่ประการใด และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y ค่ะ
เม้นสองเอนทรีขอต๊ะไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวไม่เกินพรุ่งนี้จะมาอีดิทตอบน่ะค่ะ = =;; (หรือควรยกยอดไปเอนทรีหน้าเนี่ย ขยันดองจริงเรา) แล้วก็เรื่องนี้พอดีไปอ่านคอมเม้นนึงในบอร์ดเลยบังเกิดไอเดียเขียนตอนต่อขึ้นมาน่ะค่ะ (ได้ข่าวว่าพล็อตที่ต้องใช้ในการอัพบลอคงานเบย์เอย์ยังไม่แตะโอ๊ยย ฉันนี่มัน...)
แล้วก็ไหนๆ อัพบลอคต้องเนียนโปรโมท ตอนนี้ประกาศเปิดงาน Love Coalition USxUK Only Event แล้วนะคะ รายละเอียดคลิกเข้าไปอ่านได้ตามลิงค์เลยค่าาา vvv (แฟนเบย์เอย์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงน้าา)
Title: Love Flu (America’s Side)
Rate: PG
ฉันรู้…รู้มาตลอดว่าเธอนั้นเจ็บปวด ขมขื่นใจแค่ไหนยามเมื่อเธอนึกถึงวันที่ฉันจากเธอไป
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน
นั่นคือ…
ทั้งที่เมื่อวานฝนตกหนักบรรยากาศชวนหดหู่ขนาดนั้นแท้ๆ หากวันนี้อากาศกลับตรงข้าม ท้องฟ้านั้นแจ่มใสไร้เมฆหมอกจนเห็นดวงอาทิตย์สาดส่องให้ความอบอุ่นไปทุกบริเวณ เป็นบรรยากาศที่สดชื่นจนรู้สึกขัดหูเมื่อได้ยินเสียงจามดังลั่น
“ฮัดเช้ย!!”
มีใครสักคนบอกว่าคนบ้าไม่เป็นหวัดหรอก ใครกันนะที่เป็นคนพูดประโยคนี้? คุ้นๆ ว่าญี่ปุ่นจะเป็นคนพูดสักเดือนที่แล้วตอนที่บุกไปบ้านเพื่อดวลเกมล่ะมั้ง แต่ทำไมตอนนั้นญี่ปุ่นถึงพูดประโยคนี้ขึ้นมาล่ะ
เอาเถอะ จะเป็นญี่ปุ่นหรือใครหน้าไหนพูดและจะพูดเพื่ออะไรก็ช่างประไร เพราะสภาพของฉันในตอนนี้ก็ดูสมกับประโยคที่ว่าดี
บ้าชะมัด…ฉันคงถูกจัดอยู่ในจำพวกอภิมหาโคตรบ้าเลยก็ได้มั้ง
“40 องศา แย่จริง ไข้มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ นะเนี่ย” อังกฤษมองปรอทวัดไข้ด้วยความหนักใจ นัยน์ตาสีเขียวเหลือบมองร่างสูงใหญ่ซึ่งนอนซมอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง แต่แน่ล่ะคนอย่างอังกฤษมีหรือจะออกปากห่วงใยตรงๆ “เมื่อวานก็บอกแล้วว่าอย่ามาเล่นบ้าๆ นอนกอดฉัน เป็นไงล่ะ ติดหวัดอาการหนักกว่าเดิมสมน้ำหน้า”
“ก็แค่ตัวร้อนนิดหน่อยเท่านั้นเองน่า” อเมริกาบ่นงึมงำ
“ยังจะเถียงอีกเจ้าเด็กบ้า! อุณหภูมิแบบนี้ฉันคนหนึ่งล่ะไม่อยากจะคิดว่าตลาดหุ้นบ้านนายจะร่วงกราวลงไปกี่จุด รีบๆ หายเดี๋ยวนี้เลย” พูดไม่พูดเปล่าผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ ก็โปะเข้าที่หน้าผากอเมริกาเข้าเต็มรัก
“ฟาดลงมาได้ อ่อนโยนกับผู้ป่วยหน่อยสิ” คนป่วยอุทธรณ์โดยไม่สำนึกเลยว่าวิธีการที่ตัวเองดูแลคนป่วยอย่างโปะแฮมเบอเกอร์บนหัวชาวบ้านนั้นห่างไกลจากคำว่าอ่อนโยนสักร้อยเท่า
อังกฤษพ่นลมหายใจ “เฮอะ! แค่ให้นายใช้เตียงของฉันนี่ดีเท่าไรแล้ว จริงๆ ฉันโทรให้คนของนายมารับนายกลับบ้านก็ยังได้ ไม่จำเป็นต้องดูแลด้วยซ้ำ”
“แล้วทำไมไม่ทำอย่างนั้นล่ะ?”
อังกฤษนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
“เธอไม่อยากดูแลฉันจริงๆ เหรอ” อเมริกาถามซ้ำอีกครั้ง นัยน์ตาสีฟ้าซึ่งตอนนี้ปราศจากแว่นตาขวางกั้นหรี่มอง
ใบหน้าเย่อหยิ่งเบือนหนีไม่ยอมสบตา หากอเมริกาก็ทันได้เห็นความว้าวุ่นปรากฏในดวงตาสีมรกตคู่นั้น “เอ่อ…จริงสิ ฉันลืมไปเลยว่าต้องโทรไปบอกประเทศอื่นๆ ว่าวันเกิดของนายพรุ่งนี้ยกเลิกแล้ว เดี๋ยวฉันขอตัวออกไปโทรศัพท์ข้างนอกก่อนนะ”
ไม่รอให้คนป่วยทักท้วง เจ้าของบ้านรีบเดินหนีออกไปทันที หากอย่างน้อยอเมริกาก็ยังรู้สึกว่าตนโชคดีไม่น้อยเพราะเสี้ยววินาทีก่อนที่บานประตูจะปิดลง แวบหนึ่งเขาคิดว่าเขาได้เห็นรอยยิ้มของอังกฤษ
ดีใจที่ได้อยู่กับฉัน…หรือว่าดีใจที่ได้นึกถึงวันเก่าๆ นะ
ได้แต่สงสัยพลางนึกเสียดาย เขาน่าจะไล่ต้อนอังกฤษให้จนมุมมากกว่านี้เพื่อเอาคำตอบที่ว่า แต่เอาเถอะช่วงเวลาของพวกเรายังมีอีกมาก
แถมอังกฤษไม่อยู่แบบนี้ เขาจะได้จัดการไอ้ของพวกนี้ซักหน่อย
ร่างสูงใหญ่ซึ่งนอนซมอยู่บนเตียงลุกพรวดพร้อมกับจัดแจงถอดเสื้ออย่างรวดเร็ว วินาทีที่เสื้อนอนกระชากออกแผ่นความร้อนจำนวนมากก็ร่วงกราวลงบนผืนผ้านวมดังปุ
“เฮ่อออ ร้อนเป็นบ้า” อเมริกาบ่นอุบก่อนจะรีบจัดการเอาเจ้าแผ่นความร้อนไปซ่อน เดี๋ยวพออังกฤษกลับมาก็ต้องเอาเจ้าแผ่นพวกนี้มาแปะกับตัวอีกรอบ “ยุ่งยากชะมัดแต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ อังกฤษก็จับได้พอดีว่าเราไม่ได้ป่วยจริงแล้วไล่กลับบ้านน่ะสิ”
ถูกต้องแล้ว เขาไม่ได้ป่วย ไม่มีอาการปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว มันก็แหงสิ ฮีโร่ที่ไหนเขาเป็นหวัดกัน
“ถ้ากล้าทำอะไรบ้าๆ อย่างแกล้งป่วยเพื่อให้คุณอังกฤษดูแลได้ล่ะก็ รับรองไม่เผลอติดหวัดจนเสียแผนหรอกครับเพราะโบราณเขาว่าคนบ้าไม่เป็นหวัด” คำประชดของญี่ปุ่นลอยขึ้นมาในหัว อ่อ นึกออกแล้วที่ญี่ปุ่นพูดไว้คือตอนนั้นน่ะเอง
ตอนที่เขาบอกว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดมากที่สุดในปีนี้…
“ถ้าให้เสียมารยาทพูดตรงๆ ผมว่าเลิกหวังเถอะครับ เป็นไปไม่ได้หรอก” ญี่ปุ่นตอบตรงไปตรงมาหลังจากที่โดนเขาคาดคั้นขอความเห็นตรงๆ อยู่นาน
“แต่ก็ผ่านมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วนะ อังกฤษก็ยอมคุยกับฉันแล้วด้วย” ถึงเกินครึ่งจะออกไปทางพูดจาชวนทะเลาะไม่ก็เมาอาละวาดใส่ก็เถอะ
“แต่คุณอังกฤษก็ไม่สบายและไม่อยากจะคุยกับคุณช่วงนั้นทุกปีเหมือนกันนี่ครับ”
เรื่องนั้นไม่ต้องบอกก็รู้…ถึงอังกฤษจะไม่เอาไปพูดให้ใครต่อใครทราบ ถึงเจ้าตัวจะไม่ยอมให้ใครมาหาที่บ้านในช่วงเวลานั้น แต่เรื่องที่ว่าอังกฤษไม่สบาย ป่วยหนักจะเป็นจะตายเมื่อใกล้ถึงวันเกิดเขา เป็นความจริงที่เขารู้ดียิ่งกว่าใคร
และถึงจะเข้าใจเหตุผลที่อังกฤษเป็นแบบนั้นเพราะอะไร สุดท้ายเขาก็ยังอยากจะให้อังกฤษมางานวันเกิดอวยพรอยู่ดี โอเค มันเป็นของขวัญที่เรียกร้องได้เอาแต่ใจมาก แต่ของขวัญวันเกิดที่ต้องการที่สุดในรอบหลายสิบปีมานี้ก็มีเพียงแค่เรื่องนี้เท่านั้นเองนี่นา
“ทำหน้าจริงจังยิ่งกว่าเล่นเกมแพ้ผมสิบตารวดนะครับ” ญี่ปุ่นเอ่ยพร้อมส่งยิ้มดูเจ้าเล่ห์อย่างไรพิกล “เห็นแก่เนต้า เอ๊ย เห็นแก่ความสุขของพวกคุณทั้งสองงั้นผมจะแนะนำวิธีดีๆ ให้คุณได้ใช้เวลากับอังกฤษในวันเกิดปีนี้กันตามลำพังแล้วกันนะครับ”
“ไอ้ของแบบนี้ก็มีประโยชน์ในเวลาแบบนี้ได้เหมือนกันแฮะ” อเมริกาชูเจ้าแผ่นความร้อนซึ่งญี่ปุ่นเป็นคนจัดการตระเตรียมด้วยความรู้สึกทึ่งไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าจะใช้หลอกตาอังกฤษได้แนบเนียนแบบนี้ ความจริงตอนแรกเขาคิดจะล้มเลิกแผนการบ้าๆ นี้ด้วยซ้ำ ก็นะ…ฟังดูเหมือนคนโลภแต่จริงๆ เขาอยากให้อังกฤษมาฉลองวันเกิดที่บ้านของเขา ไม่ใช่ตัวเขามานอนป่วยที่บ้านของอังกฤษนี่นา ที่สำคัญอังกฤษดูแลเขาในตอนนี้ด้วยความรู้สึกแบบไหนเขาเองก็รู้…แบบที่ไม่ใช่เขาหวังยังไงล่ะ
แต่นั่นแหละสุดท้ายแล้วเขาก็เปลี่ยนใจเพราะโทรศัพท์เพียงแค่ครั้งเดียว…จนตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอังกฤษซึ่งถือศักดิ์ศรียิ่งกว่าใครยอมโทรศัพท์มาหาเขา เสียงหอบหายใจระรินยังดังก้องในโสตประสาท…เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้แจ้งชัดเจนว่าที่อังกฤษบ่นว่าไม่สบายทุกครั้งที่ใกล้ถึงวันนั้นมันเป็นอย่างไร และเมื่อร้อนรนจับเครื่องบินรีบเดินทางมาหาทันทีที่วางสาย พอได้เห็นท้องฟ้ามืดมัวและสายฝนซึ่งโปรยปรายปกคลุมทั่วประเทศเกาะของคนที่รักไม่ขาดสาย ในอกก็จุกแน่นคล้ายจะหายใจไม่ออก
แม้จะผ่านไปกี่ร้อยปี บาดแผลของเธอก็จะไม่มีวันลบเลือนอย่างนั้นหรือ
เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วจากด้านนอกดึงให้อเมริกาหยุดคิดเรื่องเก่าๆ คนแกล้งป่วยลนลานรีบควานหาแผ่นความร้อนชุดใหม่มาแปะอีกครั้ง หวุดหวิดฉิวเฉียดเป็นจังหวะเดียวกับที่อังกฤษเปิดประตูเข้ามาพอดี
“อาการเป็นยังไงบ้างอเมริกา” อังกฤษถามเสียงซื่อ มือนั้นประคองถาดยาเตรียมมาดูแลคนไม่สบายเสร็จสรรพ
“ก็ดีขึ้นบ้างน่ะ” ได้แต่อือออไปตามเรื่อง หากหัวใจซึ่งเต้นระรัวเพราะกลัวความลับแตกก็มีอันต้องเต้นถี่แรงเมื่อคนเฝ้าไข้โน้มหน้าลงมาจนหน้าผากทั้งสองจรดชิดติดกัน
“อืม ยังมีไข้อยู่ เดี๋ยวกินยาลดไข้หน่อยดีกว่า” อังกฤษวินิจฉัยไปพลางไม่สนใจเลยว่าระยะห่างระหว่างเขากับอเมริกานั้นใกล้แสนใกล้แค่ไหน “เหงื่อออกเต็มเลย ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันช่วยเช็ดตัวให้ด้วยก็แล้วกัน”
“เฮ้! ฉันว่าเธอเอาหน้าออกไปห่างๆ ดีกว่าน่า” คนนอนป่วยไม่พูดเปล่ายกมือดันหน้าอีกฝ่ายออกห่าง
“ทำไมล่ะ กลัวฉันติดหวัดนายอีกรอบหรือไง ฮึ?” อังกฤษงุนงงเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายพลิกตัวหันหน้าไปอีกทาง
“เปล่า ฉันขนลุกที่เธอเอาหน้ามาใกล้ๆ แบบนี้ต่างหาก”
“น่าจับยากรอกใส่ปากนายทั้งขวดจะได้หุบปากซะทีนะ” อดีตพี่ชายคำรามเสียงต่ำ ทีตอนนี้ทำเป็นพูดตอนนายยังเด็ก ฉันทำแบบนี้ไม่เห็นจะบ่นสักคำ
“ยาน่ะฉันกินเองได้ เรื่องเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อก็หมือนกัน ไม่ต้องให้เธอมายุ่งหรอก ฉันดูแลตัวเองได้น่า” อเมริกาตอบเสียงห้วนโดยไม่ยอมหันมามองหน้า
ถูกปฏิเสธตรงๆ แบบนี้ราวกับโดนตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง อาจจะมองโลกในแง่ร้ายแต่ดูเหมือนไม่ว่าเมื่อไรอเมริกาก็ยังคงรังเกียจการที่คนอย่างเขามาเจ้ากี้เจ้าการดูแลเหมือนสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของเขาสินะ อังกฤษนึก ในอกนั้นวูบโหวงราวกับคำพูดเย็นชานั้นสร้างรูรั่วให้หัวใจตรงไหนสักแห่ง
ดูแลตัวเองได้งั้นเหรอ นั่นสิ…คงเพราะจู่ๆ อเมริกาก็มาหาโดยไม่ทันตั้งตัวแถมยังพอหายป่วยไม่ทันไรก็วุ่นวายจับพลัดจับพลูต้องมาดูแล พอได้ใกล้ชิดกันเหมือนเมื่อก่อนเข้า…เราจึงลืมนึกไปว่าอดีตก็คืออดีต มันจบไปแล้วผ่านพ้นไปไม่มีวันหวนคืน
ลืมไปได้อย่างไรว่าคนตรงหน้าไม่ได้เป็นน้องชายของเราอีกต่อไป ความจริงที่เหลือมีเพียงแค่คนๆ นี้เลือกจะเดินจากเราไปตั้งแต่วันนั้น…สองร้อยกว่าปีมาแล้ว
เรานี่มันโง่เง่าจริงๆ…
“งั้นทานยาให้เรียบร้อยแล้วนอนพักผ่อนให้มากๆ นะ” อังกฤษกลืนก้อนแข็งๆ ซึ่งจุกอยู่ในลำคอก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ นึกขอบคุณที่ตนเองไม่ป่วยเป็นไข้หนักเหมือนเมื่อวาน เขาจึงเสแสร้งเก็บความเจ็บปวดนั้นไว้ในอกได้เป็นอย่างดี “ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปเตรียมอะไรให้ทานแล้วกัน เมื่อกี้ญี่ปุ่นแนะนำเมนูหนึ่งมาให้ด้วย เห็นว่าแก้หวัดได้ดีเลยล่ะ”
ทั้งที่รู้ว่าหัวใจนั้นต้องผิดหวังหากคาดหวังแล้วไม่ได้สิ่งที่ต้องการกลับมา แต่อังกฤษก็อดคิดไม่ได้ว่าอเมริกาจะขานรับอะไรกลับมาบ้าง หากคำตอบที่ได้รับกลับมีแต่ความเงียบงัน นัยน์ตาสีเขียวหม่นวูบไปวาบหนึ่งก่อนจะตั้งสติลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
บรรยากาศอันน่าหดหู่คืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทั้งที่อากาศวันนี้ออกจะแจ่มใสแท้ๆ แต่ในใจของคนแกล้งป่วยอย่างเขากลับหม่นหมอง มีแต่ความรู้สึกผิดแทรกซึมจนได้แต่นอนนิ่ง จ้องมองเพดานอย่างอับจนหนทาง
‘ถ้านี่เป็นเกมอยากจบแบบแบดเอนดิ้งหรือไงครับ’ เสียงของญี่ปุ่นลอยเข้ามาในโสตประสาททันทีที่บานประตูปิดลง เงียบไปเลยน่าญี่ปุ่น!! ฉันก็รู้ว่าฉันทำตัวงี่เง่าไม่เข้าเรื่องให้อังกฤษเสียใจอีกแล้ว แต่ทำไงได้…ขืนยอมให้อังกฤษป้อนยา ดูแลหมดทุกอย่างความก็ได้แตกบรรลัยสิว่าฉันแกล้งป่วยนี่หว่า
ที่สำคัญ…อังกฤษเสียใจที่ฉันพูดแบบนั้น แล้วไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันเองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กันแหละน่า บ้าชะมัด! ผ่านไปตั้งสองร้อยกว่าปีแล้วนะ ยังเอาแต่คิดว่าฉันจากเธอมาเพราะฉันเกลียดเธองั้นเหรอ
โอเค มันอาจฟังดูโหดร้ายที่จะยอมรับว่าฉันจากเธอมาก็เพราะฉันต้องการเป็นอิสระ ไม่อยากเป็นน้องชายอีกต่อไปแล้ว
แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ ความใจดีของเธอ รอยยิ้มของเธอด้วยน่ะแหละที่ผลักดันให้ฉันต้องทำแบบนี้
ฉันก็มีศักดิ์ศรีในแบบของฉันเหมือนกันนะ เรื่องอะไรจะยอมให้เธอปกป้องฉันข้างเดียวตลอดเล่า
เมื่อไรจะเข้าใจซะทีว่าที่ฉันอยากเป็นอิสระ ที่ฉันไม่อยากเป็นน้องชายของเธอน่ะเป็นเพราะอะไร…
อเมริกาพลิกตัวหันมามองเม็ดยาและแก้วน้ำซึ่งวางในถาดอย่างเรียบร้อย สงสัยใคร่รู้เหลือเกินว่าผ่านมาเป็นร้อยปีแล้ว อีกนานแค่ไหนอังกฤษถึงจะมองเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งไม่ใช่น้องชายเสียที
“แล้วยังมาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นอีก เห็นแล้วมันน่าโมโหชะมัด โธ่เว้ย!!” อเมริกากำหมัดแน่นทุบเตียงสุดแรงพลางสบถไม่ได้ศัพท์ แน่ล่ะไม่ได้โมโหอังกฤษ แต่โมโหตัวเอง…ทำไมนะ ทำไมถึงพูดคุยกับอังกฤษดีๆ มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน ทำไมนะเวลาอังกฤษทำดีด้วย พอหลงคิดว่ามีความสุขทีไรก็มีอันต้องเห็นแววตาของอังกฤษสะท้อนแต่ภาพตัวฉันในวัยเด็กพาลให้หัวใจเจ็บปวดไม่เคยเปลี่ยนอยู่ทุกที
ก็เพราะมันเจ็บจนหาทางออกอะไรไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ฉันจึงเลือกจะเย็นชากลับไปบ้างเพื่อให้อังกฤษเสียใจไม่ต่างกัน แต่แล้วทำไมฉันพอพูดจาใจร้ายแบบนั้นกลับไป เธอถึงต้องทำสีหน้าแบบนั้นให้ฉันต้องมานั่งด่าตัวเองแบบนี้ด้วยเล่า อังกฤษ หัดรู้ตัวซะบ้างสิว่าเธอน่ะใจร้าย ไม่ยุติธรรมเหมือนกันน่ะแหละ
และทั้งที่เธอเป็นซะแบบนี้ฉันก็ยังชอบเธอ ต้องมากลุ้มใจ กระวนกระวาย ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องของเธอแบบนี้ทุกที เธอคงไม่รู้หรอกว่ากี่ครั้งแล้วที่ฉันเกลียดตัวเองที่ชอบคนอย่างเธอมากแบบนี้ เกลียดที่ไม่สามารถเป็นฮีโร่ ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ยามที่อยู่ใกล้ๆ เธอ
แย่…และแย่ที่สุดที่รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจแต่ฉันก็ไม่สามารถทำอะไรให้มันดีขึ้นได้สักอย่าง
“ฉันนี่มัน…เป็นฮีโร่ที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ” อเมริกาสรุปกับตัวเอง พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านซึ่งวนเวียนอยู่ในใจตนเองมาตลอดสองร้อยปี
ถึงจะบอกความรู้สึกทั้งหมดที่มีออกไป คนหัวทึ่มแบบอังกฤษก็คงไม่มีวันเข้าใจอยู่ดี แถมเผลอๆ จะเข้าใจผิด หลงดีอกดีใจว่าคำรักของฉันคือรักแบบน้องชายเสียด้วยซ้ำ
ไม่มีวันซะล่ะ ที่จะบอกออกไปให้ตัวเองเสียหน้าหรอก แทนที่จะบอกเอง สู้ทำให้เธอรู้สึกตัว และมองฉันในฐานะผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกับเธอยังดีซะกว่า
ถึงแม้จะไม่มีวันรู้ว่า…วันที่ว่าจะมาถึงเมื่อไรก็เถอะ
“ว่าแต่ว่า…อังกฤษหายเข้าครัวนานจังนะ” อเมริกาคิดเมื่อสายตาเหลือบไปมองนาฬิกาซึ่งแขวนอยู่ตรงผนัง ก็รู้นะว่าอังกฤษคงน้อยใจไม่อยากเห็นหน้า แต่นี่ก็จวนจะเย็นแล้วนะ ถึงจะโกรธ น้อยใจขนาดไหนก็ไม่น่าจะทิ้งเขาซึ่งนอนป่วยนานขนาดนี้นะ
“หรือจะนอนจมสตูว์เนื้อที่ตัวเองทำตายไปแล้ว” สันนิษฐานงี่เง่าไร้สาระพลางหยิบแว่นขึ้นมาสวม ก็รู้ดีว่าคนอย่างอังกฤษตายยาก แต่ไปสังเกตการณ์ดูลาดเลาซะหน่อยอาจจะดีกว่ากระมัง
ถ้าสมมติยังโกรธเคืองอยู่ล่ะก็ ฉันสัญญาว่าจะสวาปามอาหารของอังกฤษให้หมดก็ได้ ถึงตอนนั้นเธอก็คงจะหายโกรธแหละน่า อเมริกานึกปลอบตัวเองอย่างมีความหวัง อืม หรือถ้าอย่างนั้น…บางทีถ้ายอมพูดสักคำว่า อร่อย ไม่สิ รสชาติวันนี้ใช้ได้นะ เจ้าตัวอาจจะอารมณ์ดีขึ้นบ้างก็ได้
ด้วยความคุ้นเคยกับบ้านนี้เป็นอย่างดี พอออกจากห้องเดินลงบันไดแล้วเดินเลี้ยวไปด้านขวามือก็เห็นระเบียงทอดยาวไปห้องครัวมาแต่ไกล ทว่าก้าวเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวชายซึ่งได้ชื่อเป็นประเทศมหาอำนาจเป็นต้องขมวดคิ้วมุ่น
เปล่าเลย ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นไหม้ลอยมาอย่างปกติทุกทีหรอก แต่เป็นเสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากเหมือนคนบ้ามากกว่าที่ทำให้คนได้ยินสังหรณ์ใจ
“อังกฤษ! นี่เธอเป็นบ้าอะไรขึ้นมาน่ะ” อเมริกาผลักบานประตูเข้าไปในห้องครัว หากคำต่อว่าต่างนานาพลันเงียบหายเมื่อสายตาปะทะเข้ากับสิ่งที่เห็น
“ฮ่าๆๆ งายยย อยากร่วมก๊งด้วยเหรอ อา…เม…ริกา” อดีตโจรสลัด ไม่สิลุงขี้เมาแหงนหน้าแดงก่ำมามอง มือผอมบางยกขวดเหล้าขึ้นชู “แต่เสียจายด้วยยย โคนนป่วยอย่างนาย ฉานม่ายห้ายดื่มหรอก…อึ้ก…”
“เมาแต่หัววันอย่างนี้ได้ยังไงห๊ะ อังกฤษ” คนอ่อนวัยกว่าขึ้นเสียงลั่นพร้อมกับฉวยขวดเหล้าไปกับมือ “ไหนบอกว่าจะมาทำอาหารให้ฉันไง ไหงมาเมาแประไม่เป็นท่า ห๊ะ!!”
นัยน์ตาสีเขียวหรี่ปรือดูจะหงุดหงิดไม่น้อย อังกฤษโงนเงนลุกขึ้นพยายามแย่งขวดเหล้าจากมืออีกฝ่าย “ก้ออว่าจะทามอยู่หรอกก แต่เหล้าไข่มันทำยากนี่นา ชิมปายชิมมาก็เลยมาววดีกว่า ฮ่าๆ”
เหล้าไข่? เมนูที่ญี่ปุ่นแนะนำงั้นเหรอ อเมริกาเอามือก่ายหน้าผากทันที บ้าชะมัด นี่มันเรื่องบังเอิญ หรือญี่ปุ่นจงใจวางแผนให้เป็นแบบนี้เนี่ย
ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดคั้นหาคำตอบในตอนนี้ เมื่อคนขี้เมาโผตัวเข้ามาหาเขา “อาวเหล้าฉานคืนมานะอาเมริกา”
“ไม่ได้” คนไม่เมาตอบเสียงแข็ง
“อะรายกาน ฉานจาดื่มน้าเฟ้ย อาวคืนมานะ อาวคืนมา” อังกฤษร้องโวยวายอาละวาด สภาพเมาจนดูไม่ได้เลยว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่อายุมากกว่า
“เธอดื่มมากไปแล้วนะอังกฤษ” อเมริกาเตือนพร้อมดึงขวดเหล้าหนีไม่ให้อีกฝ่ายแย่งได้
ใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยความไม่พอใจ คิ้วหนาย่นอย่างขุ่นเคือง “อ๋อ จริงๆ แล้วนายจาแย่งฉานดื่มช่ายมั้ยล่ะ ฉานม่ายยอมน้า…”
“พอเถอะอังกฤษ…ถ้าเธอดื่มเพราะเรื่องเมื่อกี้ล่ะก็ ฉันขอโทษนะ” คงเพราะอีกฝ่ายเมา เขาถึงกล้าจะพูดความรู้สึกจริงๆ ออกไป
อย่างไรเสียเมื่ออังกฤษลืมตาตื่นขึ้นมา…ก็คงจำอะไรไม่ได้อยู่ดี
“ขอโทษ ขอโทษทำบ้าอะไรเจ้าอเมริกางี่เง่า งั้นก็เอาเหล้ามาเซ่ เอาเหล้ามา!!” อังกฤษขึ้นเสียงสูงก่อนจะเอามือทุบอกคนตรงหน้าสุดแรง แน่ล่ะไม่รู้สึกเจ็บรู้สึกคันอะไรเลยแม้แต่น้อย
แทนที่จะทำตามคำสั่งคนเป็นเจ้าของบ้าน อเมริกากลับรวบร่างอีกฝ่ายขึ้นพาดไหล่ “คุยกันก็ปวดหัวพูดไม่รู้เรื่องเปล่าๆ ไปนอนพักเถอะ”
“ด…เดี๋ยว ครายใช้ให้นายอุ้มฉันแบบนี้ ห๊า!! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย ปล่อย!!” อังกฤษส่งเสียงโวยวายหนวกหู สองมือทุบไหล่อีกฝ่ายเป็นคำสั่งให้หยุดทำอะไรบ้าๆ ซะที
“ไม่ปล่อยหรอก”
“ฉานเป็นเจ้าของบ้านนะเฟ้ยย!! แล้วนายอ่ะ เปนคนป่วยม่ายช่ายเรอะ ป่วยก็อยู่ส่วนป่วยเซ่ ไอ้เด็กบ้า ไอ้สมองเส็งเคร็ง ไอ้เพี้ยนแฮมเบอเกอร์” อังกฤษก่นด่าสารพัดคำด่าที่จะหามาได้ หากก็เหมือนพูดกับหินกับก้อนดิน อเมริกาไม่สนใจสิ่งที่เขาพูดแม้แต่น้อย ซ้ำยังจับเขาโยนลงเตียงดังโครมอีกต่างหาก
“นอนนิ่งๆ เดี๋ยวฉันเอายาแก้เมามาให้” อเมริกาบอกพร้อมกับโน้มหน้าลงมาชิดใกล้
นัยน์ตาสีเขียวจ้องมองอย่างขุ่นแค้นพร้อมกับตะคอกใส่ “ทำไมฉันต้องให้คนป่วยอย่างนายมาดูแลด้วย!!”
“เพราะฉันอยากดูแลเธอ”
“อ๋อ! อยากอวดเก่งกับฉัน อยากแสดงให้รู้ว่าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องการฉันแล้วใช่มั้ยล่ะ” คงเป็นเพราะฤทธิ์เหล้า ความน้อยอกน้อยใจจึงเผยซ่อนออกมาให้เห็นอย่างง่ายดาย
อเมริกาได้แต่นิ่งเงียบ เป็นความเงียบที่ชวนให้อังกฤษปวดหนึบที่หัวใจ
“ทำไมมองฉันด้วยสายตาแบบนี้ล่ะ นายเคยเป็นน้องชายฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่มองด้วยสายตาแบบเมื่อก่อนห๊ะ” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นสั่นเครือโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยสักนิดว่า คำพูดนั้นทิ่มแทงใจอีกฝ่ายขนาดไหน
จนถึงตอนนี้…สายตาที่เธอมองฉันก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
เหมือนเช่นความรู้สึกของฉันที่มีต่อเธอก็ไม่เคยเปลี่ยน มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นๆ
โดยที่เธอไม่เคยรับรู้ ไม่เคยเข้าใจเลยสักนิดเดียว
“หรือไม่งั้นทำไมไม่มองกันด้วยสายตาเกลียดชังไปเลยล่ะ ถ้าเป็นงั้นยังเข้าใจง่ายกว่าตั้งเยอะ ฮึก…บ้าเอ๊ย ทำไมมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น แล้วทำไมฉันต้องร้องไห้ด้วย ไม่เห็นเข้าใจอะไรเลยสักอย่าง”
“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรหรอก…” อเมริกาเอ่ยช้าๆ เป็นน้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ไม่ใช่น้ำเสียงร่าเริงเหมือนเช่นวัยเด็ก ไม่ใช่น้ำเสียงใจร้ายเหมือนเช่นปัจจุบัน น้ำเสียงนั้นคล้ายจะอ่อนโยนแต่มีความหมายอื่นมากกว่านั้น…
มือใหญ่หนาลูบผมที่ยุ่งไม่เป็นทรงช้าๆ “ฉันก็แค่…อยากดูแลเธอ อยากเป็นฝ่ายปกป้องเธอมากกว่า…ก็ฉันเป็นฮีโร่นี่นา”
“ฮึก…แล้วทำไม…ถ้าอย่างนั้นถึงทิ้งฉันไปล่ะ ถ้าอยากปกป้องแล้วทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย” น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม
“นั่นเป็นเพราะ…” เรียวปากอุ่นแนบประทับจรดที่ริมฝีปากคนตรงหน้า ทุกถ้อยคำนั้นถูกแทนด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่เอ่อล้นในหัวใจ
แม้ว่าความรู้สึกนี้จะไม่มีวันส่งไปถึงเลยก็ตาม
ฉันรู้…รู้มาตลอดว่าเธอนั้นเจ็บปวด ขมขื่นใจแค่ไหนยามเมื่อเธอนึกถึงวันที่ฉันจากเธอ
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน
นั่นคือ…ตัวฉัน ตลอดผืนแผ่นดินจากเหนือจรดใต้ ทั้งขุนเขา สายน้ำ และผืนป่าอันกว้างใหญ่
ทั้งหมดนั้น เหตุผลการมีอยู่ของฉันนั่นคือ ฉันเกิดมาเพื่อที่จะรักเธอ
ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตต่อจากนี้ไป…เหตุผลและความรู้สึกนี้จะคงอยู่ตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
END
Postscript: เนื่องจากมีคอมเม้นนึงพูดว่า อเมริกาป่วยแปลว่าไม่ได้บ้า และไม่ได้เป็นฮีโร่ ก็เลยเกิดความคิดขึ้นมาน่ะค่ะว่า จริงๆ แล้วอเมริกาไม่น่าจะป่วยจริงหรอกนะ เพราะอเมริกาน่ะบ้า และเป็นฮีโร่นี่นา อีกทั้งอยากจะเขียนถึงช่วงเวลาที่อเมริกาได้รับโทรศัพท์ด้วย เลยเขียนเรื่องนี้ต่อขึ้นมาค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะไม่เกิน 3 หน้าจบแต่ปรากฏยาวกว่าตัวมุมมองของอังกฤษอีก ฮ่าๆ แถมเรื่องฝั่งเมริกาแอบดูเศร้าๆ ไปซะงั้น (สู้ต่อไปนะฮีโร่!)
เรื่องนี้สิ่งที่อยากเขียนที่สุดคือประโยคที่ว่า ตัวฉันนั้นถือกำเนิดมาเพื่อที่จะรักเธอ จะมีคนว่าเราเสี่ยวอีกมั้ยเนี่ย T_T แต่เคยอ่านโดเซอเคิลหนึ่งประทับใจมาก (เป็นเซอที่รักมากเป็นอันดับสองเลยก็ได้มั้ง) แล้วเขาก็เขียนเหมือนอเมริกาเป็นประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อประเทศอังกฤษเลยล่ะค่ะ (อารมณ์แบบโชคชะตากำหนดมาให้รักทำนองนี้) เพราะงั้นเลยอยากเขียนความรักที่อเมริกามีต่ออังกฤษด้วยประโยคนี้แหละเกิดมาเพื่อจะรักคนที่โดดเดี่ยวอย่างอังกฤษน่ะค่ะแต่ก็กลุ้มเหมือนกันจะโดนว่าเสี่ยวอีกมั้ยนะ (ลังเลแก้หลายทีมากให้มันดูมีความหมายเท่าที่จะเขียนไหว) เห็นเรื่องก่อนหน้าก็ได้รับคำวิจารณ์ว่า อัลฟ์พูดจาเสี่ยวมาก นี่เราคิดคำพูดไม่ดีเหรอเนี่ย แทนที่จะซึ้งกลายเป็นเสี่ยวไปซะงั้น ที่พูดนี่ไม่ได้โกรธนะแค่คิดว่าสงสัยต้องปรับปรุงเลือกคำพูดให้ซึ้งกว่านี้แฮะ
ก็ประมาณนี้ ^^ ตอนนี้ตั้งใจจะเอา Shattering Heart มาต่อให้จบแล้วค่ะ หลังจากได้คุยได้คำแนะนำทำให้มีแรงฮึดจะเข็นต่อได้แล้ว >__< ยังไงช่วงนี้จะพยายามไม่เปิดเรื่องใหม่ จะทยอยปิดเรื่องเก่าให้จบเท่าที่จะทำไหวนะคะ ^^ กับถ้าเป็นไปได้ตอนนี้อยากจะรวมเล่มฟิคอยู่เหมือนกัน (คงรวมเก็บไว้อ่านเอง) แต่สงสัยเรื่องยาวไม่จบสักเรื่องคงจะกลายเป็นเอาเรื่องสั้นมารวมอย่างเดียวล่ะมั้ง แต่ก็เป็นโครงการเพ้อเจ้อในหัวอยู่ดี ฮ่าๆ
เม้นไว้จะอีดิทมาตอบนะคะ ^^
